สำหรับนักลงทุนที่ถือครองสินทรัพย์การลงทุนมาตั้งแต่ปี 2025 จนถึงปัจจุบัน เชื่อว่าผลตอบแทนที่ได้รับส่วนใหญ่น่าจะอยู่ในแดนบวก แม้ผลลัพธ์ของแต่ละพอร์ตจะมากน้อยแตกต่างกันไปตามสัดส่วนการลงทุนในแต่ละประเทศหรือแต่ละอุตสาหกรรม เนื่องจากตลอดช่วงที่ผ่านมา ตลาดหุ้นทั่วโลกอยู่ในภาวะขาขึ้นอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม หากมองมายังการลงทุน ณ วันนี้ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่นักลงทุนจำนวนมากกำลังพิจารณานำเงินลงทุนใหม่เข้าสู่ตลาด กลับพบว่ากำลังเผชิญกับ “ความกลัว” อยู่พร้อมกันถึงสองด้าน
ด้านแรก คือ ความไม่กล้าลงทุน เนื่องจากมองว่าตลาดหุ้นในปัจจุบันมีราคาแพงเกินไป หรือมีระดับ Valuation ที่ตึงตัวมากจน Upside ในระยะข้างหน้าอาจเริ่มจำกัด นักลงทุนจำนวนไม่น้อยยังกังวลต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยที่อาจอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน รวมถึงอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ที่ยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับอดีต
อีกด้านหนึ่งคือ ความกลัวที่จะพลาดโอกาส หรือ Fear of Missing Out (FOMO) โดยเฉพาะในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและ AI ซึ่งเป็นกลุ่มที่สร้างผลตอบแทนโดดเด่นตลอดช่วงที่ผ่านมา แม้นักลงทุนจำนวนมากจะเห็นศักยภาพของธีมดังกล่าว แต่กลับยังไม่แน่ใจว่าควรลงทุนในบริษัทใด กลุ่มอุตสาหกรรมใด หรือภูมิภาคใดจึงจะเหมาะสมที่สุดในการรับประโยชน์จากกระแสการเติบโตของ AI และ Semiconductor ในระยะยาว
ข้อเท็จจริงสำคัญที่นักลงทุนควรตระหนักในวันนี้ คือ ตลาดหุ้นที่สามารถสร้างผลตอบแทนเหนือกว่าตลาดอื่น (Outperform) อย่างต่อเนื่อง ได้แก่ เกาหลีใต้ ไต้หวัน ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ ยังคงเป็นตลาดที่มีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อในช่วงที่เหลือของปี 2026 ดังนั้น สำหรับการจัดสรรเงินลงทุนใหม่ การมีสัดส่วนการลงทุนในประเทศเหล่านี้ยังถือเป็นสิ่งจำเป็น แม้ว่าจะต้องเผชิญกับความเสี่ยงด้าน Valuation ที่สูงขึ้นก็ตาม เหตุผลสำคัญคือ หากหลีกเลี่ยงการลงทุนในตลาดที่เป็นผู้นำของรอบนี้มากจนเกินไปก็มีโอกาสสูงที่พอร์ตการลงทุนจะ Underperform เมื่อเทียบกับดัชนีอ้างอิง และพลาดโอกาสในการรับผลตอบแทนจากตลาดหุ้นหลักที่ยังอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น
โจทย์สำคัญของการลงทุนในช่วงเวลานี้จึงไม่ใช่เพียงการตั้งคำถามว่า “ตลาดแพงหรือไม่” แต่คือการกลับมาพิจารณาพื้นฐานรายประเทศและปัจจัยบวกเฉพาะตัวของแต่ละอุตสาหกรรมอย่างละเอียด ว่าหุ้นหรือกองทุนที่กำลังจะลงทุนมีความสามารถในการสร้างกำไรได้จริงมากน้อยเพียงใด มีความสม่ำเสมอของผลประกอบการในอดีตหรือไม่ รวมถึงผู้บริหารมีมุมมองและ Guidance ต่อผลประกอบการในอนาคตอย่างไร
ในประเด็นเรื่อง Valuation ที่ตึงตัวนั้น ถือเป็นสิ่งที่นักลงทุนได้ยินมาตลอดช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา แต่ในทางปฏิบัติ ตลาดหุ้นจำนวนมากยังคงปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง หลายตลาดสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ ญี่ปุ่น หรือเกาหลีใต้ ต่างสามารถทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ได้ เนื่องจากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนออกมาดีกว่าที่ตลาดคาด ขณะที่นักวิเคราะห์ก็ทยอยปรับประมาณการกำไรขึ้นอย่างต่อเนื่อง หรือที่เรียกว่า Earnings Revision การปรับคาดการณ์ของนักวิเคราะห์สะท้อนให้เห็นว่า นักลงทุนในปัจจุบันให้น้ำหนักกับปัจจัยบวกที่มาจากพื้นฐานของธุรกิจและอุตสาหกรรมมากกว่าความเสี่ยงเชิงมหภาคที่รายล้อมอยู่ ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาพลังงาน หรือแม้แต่ความเป็นไปได้ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางทั่วโลก
หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนคือสถานการณ์สงครามอิหร่านซึ่งเริ่มยกระดับขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ณ เวลานั้น ค่า 12-Month Forward P/E ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ อิงดัชนี S&P 500 อยู่ที่ระดับ 21.7 เท่า แต่หลังจากการประกาศผลประกอบการไตรมาสแรกจนถึงวันที่ 1 มิ.ย. 2026 อ้างอิงข้อมูลของ Bloomberg และ JPMorgan Securities จะพบว่าค่าคาดการณ์ของ 12-Month Forward P/E ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ลดลงมาสู่ระดับ 21.5 เท่า
กรณีเดียวกันเกิดขึ้นกับตลาดหุ้นเกาหลีใต้ โดยอิงดัชนี MSCI South Korea ซึ่งมีค่า 12-Month Forward P/E ลดลงจาก 10.0 เท่า เหลือเพียง 7.7 เท่าในช่วงเวลาเดียวกัน สาเหตุสำคัญมาจากการประกาศผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2026 ในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม ซึ่งบริษัทขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักสูงในดัชนี ทั้งในฝั่งสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ รายงานผลประกอบการออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้นักวิเคราะห์ปรับเพิ่มประมาณการกำไรในอนาคตอย่างต่อเนื่องและทำให้ Valuation ในเชิงคาดการณ์ลดลงแม้ว่าราคาหุ้นจะปรับตัวสูงขึ้นก็ตาม
สำหรับแนวทางการจัดพอร์ตการลงทุนผ่านผลิตภัณฑ์ประเภทกองทุนรวม เพื่อเพิ่มความสะดวกและช่วยบริหารความเสี่ยง เรามองว่านักลงทุนสามารถพิจารณากองทุนในกลุ่ม Multi Asset และ Multi Strategy เป็นส่วนของ Core Portfolio เนื่องจากผู้จัดการกองทุนมีความสามารถในการบริหารจัดการความเสี่ยงและปรับสัดส่วนการลงทุนให้เหมาะสมกับภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ในส่วนของ Satellite Portfolio เรายังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อกลุ่มเทคโนโลยีและ Semiconductor ในหลายภูมิภาค ทั้งสหรัฐฯ ญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน และเกาหลีใต้ รวมถึงอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น Data Center, Energy Infrastructure และพลังงานทางเลือก เป็นต้น
อาจกล่าวโดยสรุปได้ว่าความแข็งแกร่งของผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนยังคงมีอิทธิพลเหนือความเสี่ยงเชิงมหภาคในระยะต่อไป และการลงทุนในบริษัทที่สามารถสร้างการเติบโตของกำไรได้สูง มีความต่อเนื่องของผลประกอบการ และมีความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน จะยังคงเป็นแนวทางที่ช่วยสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับนักลงทุนในระยะยาว
ท้ายที่สุดแล้ว ความลักลั่นของการลงทุนในวันนี้อาจไม่ได้อยู่ที่คำถามว่าตลาดแพงเกินไปหรือไม่ แต่อยู่ที่การหาสมดุลระหว่าง “ความกลัวที่จะซื้อแพง” กับ “ความกลัวที่จะพลาดโอกาส” และในหลายครั้ง ความเสี่ยงที่แท้จริงอาจไม่ใช่การลงทุนในตลาดที่กำลังเติบโต หากแต่เป็นการยืนรออยู่ข้างสนามนานเกินไป จนพลาดโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมโลก

