ได้เห็นข่าวบัณฑิตมหาวิทยาลัยต่างๆในสหรัฐอเมริกามีปฏิกิริยากับองค์ปาฐกที่รับเชิญไปพูดให้โอวาทในพิธีจบการศึกษา และองค์ปาฐกเหล่านั้นต่างก็พูดถึงบทบาทของ “ปัญญาประดิษฐ์” หรือ AI ที่จะมีมากขึ้นในโลกทั้งในปัจจุบันและอนาคต ทำให้บัณฑิตเหล่านั้นรู้สึกถึงภัยคุมคาม รู้สึกถึงอนาคตที่พวกเขาอาจจะไม่มีที่ยืน ไม่มีงานทำ และก็ไม่มีอนาคตที่สดใสเหมือนที่คาดไว้ตอนเข้ามาเริ่มเรียนในมหาวิทยาลัยเมื่อสี่ปีก่อน
ต้องยอมรับว่า โลกเปลี่ยนแปลงทุกวัน และเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้นเรื่อย ๆ แม้เราจะเห็นแนวโน้มมาระยะหนึ่ง แม้เราจะพยายามเตรียมตัวรับมือมาแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถควบคุมและบังคับทิศทางของชีวิตเราให้เป็นไปในแนวทางที่เราคาดหวังไว้ และจากที่เห็นคือยิ่งรู้มากยิ่งกลัวและกังวลกับอนาคตมาก ยิ่งรู้น้อยยิ่งกลัวน้อย
ดิฉันก็เฝ้ามองการปรับตัวของสังคมไทย ของคนไทย ของผู้บริหารประเทศไทย และถึงบทสรุปว่า เราอยู่ในกลุ่มรู้น้อยเลยกลัวน้อย กังวลน้อย และอาจเลยไปถึงว่า จึงเตรียมตัวน้อย เมื่อเจอเข้าจริง ๆ อาจตั้งรับไม่ทัน
วันนี้จึงขอเสนอแนวคิดสำหรับคนรุ่นใหม่ในการเตรียมตัว เพื่อความอยู่รอดในโลกอนาคตค่ะ
สิ่งแรกที่เราต้องเตรียมคือ “พึ่งพาตนเอง” ค่ะ รัฐไม่สามารถจัดการอะไรให้เราได้แน่ๆ ถ้าผู้บริหารยังเน้นประชานิยม แจกเงินอยู่ แทนที่จะทำการเสริมความรู้และทักษะที่ประชาชนควรจะมีเพื่อการอยู่รอด ช่วยตัวเองได้ คนที่ยังหลงใหลได้ปลื้มกับเงินแจก และความช่วยเหลือของรัฐจะต้องพึงสังวรว่า ความช่วยเหลือย่อมหมดไปเมื่อทุนของรัฐหดหาย
การพึ่งพาตนเองนั้น ดิฉันเคยเขียนไปหลายครั้ง ท่านที่สนใจติดตามค้นอ่านย้อนหลังได้ สรุปคร่าวๆคือ พึ่งพาตนเองทางการเงิน รู้จักหาเงินด้วยความสุจริต ขยันขันแข็ง รู้จักใช้เงินด้วยความยั้งคิด ไม่ใช้เงินเกินตัว และรู้จักเก็บออมและลงทุนเมื่อความมั่นคงของชีวิต และแบ่งปันให้ผู้อื่นด้วย
รักตัวเอง ขวนขวายอยากให้ตัวเองมีความรู้ เรียนรู้อย่างไปสิ้นสุด เรียนรู้ไปตลอดชีวิต ไม่รู้ต้องถาม เพราะไม่มีใครรู้หมดทุกอย่าง ดิฉันเชื่อว่า ส่วนหนึ่งของความรู้รอบตัวที่ดิฉันมีมาจากการช่างซักช่างถามมาตั้งแต่เด็กนี่แหละค่ะ และพอติดเป็นนิสัย เป็นผู้ใหญ่แล้ว เราก็ยังช่างซักช่างถามอยู่นั่นเอง
นอกจากนี้ควรรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ได้สัมผัสกับธรรมชาติอย่างสม่ำเสมอ
โลกนี้มีอะไรใหม่ๆให้เรียนรู้มากมาย พอเราได้สัมผัสความรู้ใหม่ วิทยาการใหม่ สัมผัสธรรมชาติ ชีวิตเราก็สดชื่น ตื่นเต้น และผู้รู้บอกไว้ว่า เป็นเคล็ดลับหนึ่งของการมีความสุขและมีอายุยืนค่ะ
แนวคิดที่สองคือ เห็นปัญหาเป็นเรื่องปกติ และเป็นความท้าทายที่จะเอาชนะ หรือแก้ไขปัญหาได้ ความเคยชินและสิ่งต่างๆที่เราเคยทำมาได้ในอดีต เราอาจจะทำไม่ได้อีกในอนาคต ต้องเรียนรู้วิธีใช้งาน วิธีแก้ไข วิธีดัดแปลงสิ่งต่าง ๆให้เข้ากับชีวิตความเป็นอยู่ของเรา
ผู้ร่วมงานของดิฉันเคยแปลกใจที่เวลาเอาปัญหาและอุปสรรคเข้าไปปรึกษาดิฉัน ดิฉันรับฟังแล้วยิ้ม ถลกแขนเสื้อ ถูมือไปมา แล้วตอบว่า “เอ้า! เรามาลุยกัน” เรามักจะมีความสุขทุกครั้งที่เราแก้ปัญหาได้ ดังนั้นพอมีปัญหาเข้ามา เราต้องคิดว่าถือเป็นโอกาสที่จะทำให้เรามีความสุขหลังจากแก้ปัญหาได้ค่ะ
แนวคิดที่สาม : เรียนรู้จากคนที่เราสัมผัส (ไม่จำเป็นต้องจากทุกคน) โดยเฉพาะจากคนที่สร้างความท้าทายในชีวิตให้กับเรา ดิฉันบอกผู้ร่วมงานตลอดเวลาว่า อย่ากลัวลูกค้าที่จู้จี้ หรือถามโจทย์ยากๆ เพราะ“ลูกค้าที่เก่ง ทำให้เราเก่งขึ้น” เราได้เรียนรู้ที่จะต้องค้นคว้ามาตอบคำถามยากๆของลูกค้า เรียนรู้ที่จะวางแผนแก้ไขปัญหาหรือโจทย์ที่ซับซ้อน ท้ายที่สุด เราก็ได้เรียนรู้เพิ่มขึ้น เราก็เก่งขึ้น
จริงๆแล้วต้องขอแถมว่า “หัวหน้าที่เก่ง (และอาจจะดุ) จะทำให้เราเก่งขึ้น” “คู่แข่งที่เก่ง จะทำให้เราเก่งขึ้น” “คู่ค้าที่เก่ง ทำให้เราเก่งขึ้น” นอกจากนี้ “ลูกน้องที่เก่ง ก็ทำให้เราเก่งขึ้น” ด้วยค่ะ
การคบคนหลากหลาย จึงทำให้เราเพิ่มโอกาสในการเรียนรู้ การค้นคว้า การแก้ไขปัญหา เพิ่มทักษะในการสื่อสาร ทักษะในการให้ความร่วมมือซึ่งกันและกัน และได้เข้าใจจิตวิทยาของการอยู่ร่วมกับคนประเภทต่างๆด้วย อยากแอบบอกว่าการมีหัวหน้าที่ดุ ทำให้เราเห็นอกเห็นใจลูกน้องมากขึ้น เมื่อถึงเวลาที่เราสวมบทบาทเป็นหัวหน้าค่ะ ซึ่งทักษะแบบนี้ ปัญญาประดิษฐ์ทำไม่ได้ หากเรามีทักษะเหล่านี้ เราจะเพิ่มโอกาสในการมีงานทำด้วยค่ะ
แนวคิดที่สี่ : กล้าลอง กล้าล้มเหลว หมดสมัยที่จะยกย่องผู้ชนะเพียงอย่างเดียว บ่อยครั้งที่ผู้แพ้ ผู้ล้มเหลวที่ได้บทเรียนชีวิตอันมีค่า สามารถเป็นกรณีศึกษา เป็นตัวอย่างที่ดีในการนำมาวิเคราะห์แนวทางที่จะใช้การดำเนินชีวิตได้ แต่เมื่อล้มแล้วต้องเรียนรู้ ได้ฝึกใช้ความคิดสร้างสรรค์ในแบบต่าง ๆ
เคล็ดลับสำคัญที่จะทำให้การลองทำสิ่งต่างๆที่คิดประสบความสำเร็จนั้น อยู่ที่การวางแผน วางแผนในกระดาษ ในกระดาน ในเครื่องคอมพิวเตอร์ จะทำกี่แผน แก้ไขกี่สิบครั้งก็ได้ ไม่ได้มีต้นทุนอะไรเพิ่มเติมนอกจากเวลาของคนที่เกี่ยวข้อง หากวางได้ดี เมื่อนำไปปฏิบัติ จะลดโอกาสที่จะล้มเหลว
ที่สำคัญและห้ามลืมเด็ดขาดคือ “การวางแผนเกี่ยวกับผู้เกี่ยวข้อง” ว่าในเรื่องต่างๆถ้าจะให้ประสบความสำเร็จ ถ้าจะให้ราบรื่น จะต้องมีใครมาเกี่ยวข้องบ้าง ในลักษณะใด ในช่วงเวลาไหน เพื่อที่จะให้ทุกคนยอมรับ ร่วมมือร่วมใจกัน และทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงบางส่วน แต่ก็เป็นส่วนสำคัญที่เป็นพื้นฐานของความสำเร็จ และความสุข อย่าลืมพื้นฐานสำคัญ ต้องขยัน ต้องทำงานค่ะ จะนั่ง ๆ นอน ๆ แล้วคิดจะประสบความสำเร็จ มีความสุข ย่อมเป็นไปไม่ได้ ถึงเป็นไปได้ก็ไม่ยั่งยืน อย่าลืมนะคะ “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน”
ขอให้ทุกท่านโชคดี มีงานทำ มีอิสรภาพทางการเงิน และมีความสุขค่ะ

