ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในตลาดทุน ในแง่ที่สามารถส่งผลต่อสถานะทางการเงินของกิจการ และสร้างผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญสู่ภายนอก จนนำไปสู่การขยายตัวของการจัดระดับ การให้คะแนน และผลิตภัณฑ์ข้อมูลด้าน ESG อย่างรวดเร็วในตลาดทุน ทั้งนี้ ผู้ให้บริการจัดระดับและผลิตภัณฑ์ข้อมูล ESG ได้กลายมาเป็นหุ้นส่วนสำคัญกับผู้ลงทุน ผู้ออกตราสาร และผู้มีหน้าที่อื่น ๆ ในตลาด ทั้งในการสนับสนุนการตัดสินใจลงทุน การบริหารความเสี่ยง การติดตาม และการปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง
โดยเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2566 สมาคมตลาดทุนระหว่างประเทศ (ICMA) ได้เผยแพร่เอกสาร "ICMA Code of Conduct for ESG Ratings and Data Products Providers" โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงความพร้อมใช้งานและคุณภาพของข้อมูล ESG สำหรับผู้ลงทุน เสริมสร้างความน่าเชื่อถือของตลาด และสนับสนุนการแข่งขันผ่านความสามารถในการเปรียบเทียบข้อมูลที่ดีขึ้น
และจากผลสำรวจ เมื่อปี พ.ศ. 2567 โดย FTSE Russell ระบุว่า เจ้าของสินทรัพย์ มากกว่าร้อยละ 50 มองว่า เอกสารจรรยาบรรณของ ICMA ฉบับดังกล่าว มีประโยชน์ต่อตลาดทุน และมีผู้ให้บริการจัดระดับและผลิตภัณฑ์ข้อมูล ESG จำนวน 42 ราย ที่ได้ลงนามยอมรับจรรยาบรรณฉบับนี้ นับตั้งแต่มีการเผยแพร่
โดยทั่วไปแล้ว การจัดระดับและให้คะแนนด้าน ESG จะทำการประเมินผลการดำเนินงานด้าน ESG ของกิจการ โดยอิงจากความเสี่ยงด้าน ESG ที่มีนัยสำคัญทางการเงิน อันส่งผลต่อมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ของบริษัท และดูว่าบริษัทสามารถจัดการกับความเสี่ยงเหล่านั้นได้ดีเพียงใด ซึ่งเรียกว่า สาระสำคัญเชิงเดี่ยว (Single Materiality) อย่างไรก็ตาม ผู้ให้บริการบางราย (เช่น S&P Global Sustainable1, ISS) ได้คำนึงถึงสิ่งที่เรียกว่า สาระสำคัญสองนัย (Double Materiality) ซึ่งหมายความว่า ในบางผลิตภัณฑ์ของผู้ให้บริการกลุ่มนี้ มีการนำผลกระทบของกิจการที่มีต่อสิ่งแวดล้อมและผู้คนมาประกอบการพิจารณาด้วย
ทั้งนี้ ผู้ใช้หลักของบริการจัดระดับและผลิตภัณฑ์ข้อมูล ESG คือ ผู้ลงทุนสถาบัน รวมถึงเจ้าของสินทรัพย์ (เช่น กองทุนบำเหน็จบำนาญ บริษัทประกันภัย กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ และกองทุนเพื่อการกุศล) ผู้จัดการสินทรัพย์ และธนาคาร ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าของสินทรัพย์และผู้จัดการสินทรัพย์ส่วนใหญ่ ที่ซื้อข้อมูล ผลคะแนน และการจัดระดับจากผู้ให้บริการ ยังได้พยายามพัฒนาขีดความสามารถของตน ในการให้คะแนน ESG เพื่อใช้เป็นการภายใน และในบางกรณี ได้มีการจัดระดับ ESG ขึ้นเอง โดยอิงจากระเบียบวิธีและแบบจำลองเฉพาะตัว รวมถึงทำการวิเคราะห์เชิงคุณภาพเองด้วย
ICMA ได้ทำการสำรวจในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2568 กับสมาชิกฝั่งผู้ซื้อ (buyside members) และได้รับคำตอบจาก 14 องค์กร ซึ่งมีมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) รวมกันราว 28 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ พบว่า องค์กรที่ตอบแบบสำรวจ ได้ใช้ผลการจัดระดับและคะแนน ESG ทั้งจากผู้ให้บริการภายนอก และที่จัดทำขึ้นเองภายใน
การจัดระดับโดยผู้ให้บริการภายนอก ถูกนำมาใช้เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดการลงทุน (investment mandates) และเพื่อวัตถุประสงค์ในการติดตามบริษัทที่ลงทุน ในขณะที่ครึ่งหนึ่งขององค์กรที่ตอบแบบสำรวจ เห็นว่าข้อมูลภายนอกนี้สามารถใช้กับการวิเคราะห์สินเชื่อและความเสี่ยง ขณะที่การจัดระดับและการให้คะแนนที่ทำขึ้นภายในโดยองค์กรที่ตอบแบบสำรวจส่วนใหญ่ กลับถูกนำมาใช้ในวัตถุประสงค์เหล่านี้มากกว่า และมีความเกี่ยวข้องเจาะจงสำหรับการปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมาย และสำหรับการประเมินสาระสำคัญสองนัย ดังแสดงในแผนภูมิ
จากแผนภูมิแสดงให้เห็นว่า องค์กรที่ตอบแบบสำรวจ 4 ราย ใช้การจัดระดับและผลคะแนน ESG ที่จัดทำขึ้นเองภายใน เพื่อประชาสัมพันธ์กองทุน โดยมีเพียง 2 ราย ที่ใช้การจัดระดับและผลคะแนนจากภายนอกเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าว ในส่วนการใช้ข้อมูล ESG เพื่อการปฏิบัติตามข้อกำหนด (มีสัดส่วนการใช้ข้อมูลที่จัดทำเองภายใน 9 ราย เทียบกับการใช้ข้อมูลจากภายนอก 4 ราย) ในส่วนการใช้ข้อมูล ESG เพื่อการติดตามบริษัทที่ลงทุน (มีใช้ข้อมูลจากภายใน 7 ราย เทียบกับใช้ข้อมูลจากภายนอก 8 ราย) ในส่วนการใช้ข้อมูล ESG เพื่อการวิเคราะห์ผลกระทบแบบสาระสำคัญสองนัย (ใช้จากภายใน 8 ราย เทียบกับใช้จากภายนอก 3 ราย) ในส่วนการใช้ข้อมูล ESG เพื่อการวิเคราะห์สินเชื่อและความเสี่ยงของปัจจัยพื้นฐานในบริษัทที่ลงทุน (ใช้จากภายใน 10 ราย เทียบกับใช้จากภายนอก 6 ราย) และในส่วนการใช้ข้อมูล ESG เพื่อการปฏิบัติตามข้อกำหนดการลงทุน (ใช้จากภายในทั้งหมด 14 ราย เทียบกับใช้จากภายนอก 8 ราย)
สิ่งนี้บ่งชี้ว่า การจัดระดับและคะแนน ESG ที่เจ้าของสินทรัพย์และผู้จัดการสินทรัพย์จัดทำขึ้นเองนั้น ถูกนำไปใช้ครอบคลุมมากกว่าในหัวข้อต่างๆ มีเพียงการติดตามบริษัทที่ลงทุน ที่การจัดระดับและผลคะแนนจากผู้ให้บริการภายนอก จะถูกใช้มากกว่า
อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอแนะจากตลาด ที่ปรากฎในผลสำรวจของ ICMA แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่อาจเกิดขึ้นในการสนับสนุนให้เกิดการผสานรวมทางระเบียบวิธี (methodological convergence) โดยมากกว่าครึ่งหนึ่งขององค์กรที่ตอบแบบสำรวจเห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว และเสียงส่วนใหญ่ในกลุ่ม ระบุว่า สิ่งนี้จะยิ่งเป็นจริง หากเกณฑ์การให้คะแนน (rating scales) มีความสามารถในการเปรียบเทียบกันได้มากขึ้น
เมื่อมองไปข้างหน้า การมีกติกาภาคบังคับ ร่วมกับแนวปฏิบัติภาคสมัครใจ ยังคงเป็นคุณลักษณะของภูมิทัศน์การจัดระดับและผลิตภัณฑ์ข้อมูล ESG ต่อไป
โดยในตลาดที่กติกาภาคบังคับยังอยู่ในช่วงพัฒนา ความริเริ่มโดยสมัครใจ ยังคงแสดงบทบาทที่มีคุณค่าอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การออกเป็นกฎระเบียบในตลาดที่พัฒนาแล้ว สามารถช่วยกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำในการกำกับดูแลและการคุ้มครองผู้ลงทุนได้

