วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน 2569

Login
Login

‘ดาต้าเซนเตอร์’ ขุมทรัพย์ดิจิทัลหรือ ‘กับดักพลังงาน’

‘ดาต้าเซนเตอร์’ ขุมทรัพย์ดิจิทัลหรือ ‘กับดักพลังงาน’

เกาะกระแสการลงทุน “ดาต้าเซนเตอร์” ที่หลั่งไหลเข้าสู่ประเทศไทยช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ภาครัฐ และผู้กำหนดนโยบายต่างยกให้เป็น “โอกาสทอง” ของเศรษฐกิจดิจิทัล เป็นสัญลักษณ์ความเชื่อมั่นจากบิ๊กเทคระดับโลก เป็นหมุดหมายสำคัญที่จะผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางเทคโนโลยีของภูมิภาค

    แต่เมื่อเสียงชื่นชมดังขึ้นเรื่อยๆ คำถามที่ควรถูกหยิบขึ้นมาพิจารณาควบคู่กันกลับมีไม่มากนักว่า แท้จริงแล้วผลประโยชน์จากเม็ดเงินลงทุนมหาศาลเหล่านี้จะกระจายมาสู่เศรษฐกิจไทยมากเพียงใด หรือประเทศไทยกำลังกลายเป็นเพียง “พื้นที่ตั้งเซิร์ฟเวอร์” ให้กับเศรษฐกิจดิจิทัลโลก โดยได้รับผลตอบแทนต่ำกว่าต้นทุนที่ต้องแบกรับ
    ในทางเศรษฐกิจ ดาต้าเซนเตอร์ ต่างจากโรงงานอุตสาหกรรมดั้งเดิมอย่างสิ้นเชิง แม้จะมีมูลค่าลงทุนสูงนับหมื่นหรือนับแสนล้านบาท แต่เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จกลับใช้แรงงานประจำเพียงไม่มาก การจ้างงานไม่เกิดอย่างที่ควรจะเป็น ขณะที่ห่วงโซ่มูลค่าเพิ่มจำนวนมากยังคงอยู่กับบริษัทแม่ในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ ชิปประมวลผล หรือบริการคลาวด์ การนับมูลค่าการลงทุนจึงอาจสร้างภาพความสำเร็จทางตัวเลขได้อย่างสวยงาม แต่ยังตอบไม่ได้เลยว่า รายได้ การจ้างงาน และการพัฒนาทักษะของคนไทยจะเพิ่มขึ้นแค่ไหน เมื่อเทียบกับทรัพยากรที่ประเทศต้องแบกรับ

    ยิ่งยุคของ AI กำลังขยายตัว ความกังวลเรื่องต้นทุนที่ซ่อนอยู่ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น เพราะดาต้าเซนเตอร์รุ่นใหม่ไม่ใช่เพียงสถานที่เก็บข้อมูลอีกต่อไป แต่เป็นโรงงานผลิตพลังประมวลผลที่ต้องใช้ไฟฟ้ามหาศาลตลอด 24 ชั่วโมง ความต้องการพลังงานของ AI เพิ่มขึ้นในอัตราที่เร็วกว่าความสามารถผลิตไฟฟ้าของหลายประเทศทั่วโลก ขณะที่ประเทศไทยยังต้องเผชิญความท้าทายด้านความมั่นคงพลังงาน ค่าไฟฟ้าที่ประชาชนและภาคธุรกิจต้องแบกรับ รวมถึงเป้าหมายการลดการปล่อยคาร์บอนในระยะยาว หากวันหนึ่งประเทศต้องลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าใหม่หรือขยายโครงข่ายไฟฟ้าเพิ่มเติมเพื่อรองรับดาต้าเซนเตอร์ คำถามสำคัญคือใครจะเป็นผู้รับภาระต้นทุนดังกล่าว และใครคือผู้ได้รับผลประโยชน์สูงสุดจากพลังงานที่ถูกนำไปใช้

    อีกมิติที่น่าสนใจ และกำลังเป็นคำถามใหญ่ คือ เรื่อง “สิ่งแวดล้อม” หลายประเทศทั่วโลก ดาต้าเซนเตอร์กำลังถูกตั้งคำถามเรื่องการใช้น้ำ การใช้ที่ดิน และผลกระทบต่อชุมชนท้องถิ่น การแข่งขันเพื่อดึงดูดการลงทุนอาจทำให้รัฐบาลมุ่งเน้นเพียงตัวเลขเม็ดเงินลงทุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่ละเลยการประเมินต้นทุนทางสังคมที่เกิดขึ้นในระยะยาว หากประเทศไทยต้องแลกทรัพยากรพลังงาน พื้นที่ และสิ่งแวดล้อมกับการเป็นฐานรองรับข้อมูลของโลก เราจำเป็นต้องมีมาตรฐานกำกับดูแลที่เข้มงวด โปร่งใส และเปิดเผยต่อสาธารณะว่า ผลตอบแทนที่ประเทศได้รับนั้นคุ้มค่าหรือไม่
    เอาเข้าจริงประเด็นสำคัญอาจไม่ได้อยู่ที่การ “ต่อต้านดาต้าเซนเตอร์” หรือเทคโนโลยี แต่คือการตั้งคำถามถึงรูปแบบการพัฒนาที่ประเทศไทยกำลังเลือกเดิน ประเทศควรเป็นเพียงผู้จัดหาไฟฟ้า น้ำ และที่ดินให้ยักษ์เทคโลก หรือควรใช้โอกาสนี้สร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่ก่อให้เกิดนวัตกรรม งานคุณภาพสูง และมูลค่าเพิ่มภายในประเทศอย่างแท้จริง เราจะให้ดาต้าเซนเตอร์สร้างอนาคตให้ประเทศในมุมไหน อย่าให้กลายเป็นว่า ดาต้าเซนเตอร์กำลังทำให้ประเทศแบกรับต้นทุนที่สูงลิ่วท่ามกลางวิกฤติพลังงานโลกที่กำลังถล่มไทยอยู่ขณะนี้