วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน 2569

Login
Login

แผน PDP ที่ล่าช้า มาพร้อมค่าเสียโอกาสของประเทศ

แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) เป็นการกำหนดทิศทางการผลิตไฟฟ้าของประเทศ โดยมีความพยายามในการปรับปรุง PDP มาแล้ว 4 รัฐบาล

    และในรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ปัจจุบัน เป็นรัฐบาลที่ 5 ของการปรับปรุงแผนที่เริ่มมาตั้งแต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ผลักดันร่าง PDP 2022 เพื่อให้มีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนไม่น้อยกว่า 50% ต่อมารัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน พยายามปรับร่าง PDP 2024 เพื่อปรับโครงสร้างพลังงานใหม่ แต่ถูกวิจารณ์ถึงการพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้า
    เมื่อเข้าสู่รัฐบาลนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ได้ทบทวนแผน PDP ต่อเพื่อให้สอดรับความต้องการใหม่จากอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ดาต้าเซนเตอร์ และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แต่ดำเนินการไม่เสร็จ โดยทั้ง 4 รัฐบาลในอดีต ผ่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ทั้งนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์, นายพีระพันธ์ สาสีรัฐวิภาค (2 รัฐบาล), นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ จนมาถึงนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในปัจจุบันที่ต้องผลักดันผ่านสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)

    ความล่าช้าของการปรับปรุง PDP สะท้อนถึงการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในการกำกับดูแลนโยบายพลังงานไทย ซึ่งเดิมพันด้วยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวนมากทั้งประชาชน ภาคธุรกิจ ผู้ผลิตไฟฟ้าทุกกลุ่ม รวมถึงการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่เป็นหน่วยงานหลักในการผลิตและจัดหาไฟฟ้ารองรับความต้องการของประเทศ ซึ่งในเดือน เม.ย.2569 มีกำลังการผลิตตามสัญญา 48,852 เมกะวัตต์ ส่วนใหญ่เป็นการทำสัญญากับผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ (IPP) 18,158 เมกะวัตต์
    ขณะที่ความล่าช้าของการปรับปรุง PDP ยังสะท้อนถึงอุปสรรคในการที่จะยกระดับการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยให้ก้าวสู่พลังงานหมุนเวียนเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่สงครามในตะวันออกกลางที่เริ่มต้นมาตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.2569 เมื่อสหรัฐและอิสราเอลร่วมกันโจมตีอิหร่านได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสถานการณ์พลังงานโลกที่ทั้งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติที่ไทยต้องพึ่งการนำเข้าจากแหล่งผลิตในตะวันออกกลางในสัดส่วนที่สูง

รัฐบาลมีนโยบายลดการพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลาง โดยใช้เงินตาม พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 400,000 ล้านบาท และใช้ 200,000 ล้านบาท เพื่อปรับเปลี่ยนมาสู่พลังงานทดแทนด้วยการให้สินเชื่อประชาชนเพื่อติดตั้งโซลาร์เซลล์ที่เข้าสู่กระบวนการกู้แล้ว แต่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าที่จะเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนยังไม่ได้ข้อสรุป ซึ่งการปล่อยให้ล่าช้าออกไปยิ่งทำให้ประเทศสูญเสียโอกาสเพิ่มมากขึ้นทั้งโอกาสของภาคประชาชนและภาคธุรกิจ