ช่วงที่ผ่านมา ตลาดการเงินทั่วโลกยังคงเดินหน้าต่อ แม้จะมีเรื่องให้กังวลอยู่ไม่น้อยโดยเฉพาะการปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว หรือ bond yield ซึ่งกลายเป็นประเด็นหลักที่นักลงทุนทั่วโลกจับตาอย่างใกล้ชิด พันธบัตรรัฐบาลประเทศหลัก โดยเฉพาะสหรัฐ อายุ 10 ปี ปรับขึ้นเหนือระดับ 4.5% ขณะที่พันธบัตรอายุ 30 ปี เคยขึ้นไปแตะระดับมากกว่า 5% ซึ่งถือเป็นระดับที่ทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า ดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจะกลายเป็นแรงกดดันต่อตลาดหุ้นหรือไม่ซึ่งคำตอบอาจไม่ตรงไปตรงมาแบบที่หลายคนคิด
หากมองย้อนกลับไปในอดีต ระดับดอกเบี้ยในปัจจุบันอาจไม่ได้ถือว่าสูงผิดปกตินักโดยเฉพาะสำหรับนักลงทุนที่ผ่านหลายวัฏจักรเศรษฐกิจมาแล้วซึ่งอันที่จริงโลกเราก็เพิ่งผ่านช่วงอัตราดอกเบี้ยสูงในช่วงปี 2023 มาไม่นาน ในทางกลับกันช่วงดอกเบี้ยต่ำใกล้ศูนย์หรือแม้แต่ติดลบในหลายประเทศช่วงหลังวิกฤตการเงินโลกและโควิดอาจเป็นสิ่งที่ “ไม่ปกติ” มากกว่า นักลงทุนรุ่นใหม่จำนวนมากอาจไม่เคยเห็นสภาพแวดล้อมที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับเช่นนี้ จึงทำให้ความกังวลเรื่อง bond yield สูงมีมากเป็นพิเศษ แต่ประวัติศาสตร์บอกเราว่า การที่ bond yield ปรับขึ้น ไม่ได้หมายความว่าตลาดหุ้นจะต้องปรับฐานเสมอไปซึ่งขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย
ข้อมูลในอดีตของตลาดหุ้นสหรัฐตั้งแต่ปี 2000 พบว่า ในหลายช่วงที่ bond yield ระยะยาวเร่งตัวขึ้นตลาดหุ้นยังสามารถปรับตัวได้ดี ยกเว้นบางช่วงที่ bond yield เร่งตัวแรงจากระดับต่ำมากๆ ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ หรือเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะวิกฤติชัดเจน เช่น วิกฤติดอทคอม หรือวิกฤติการเงินโลกปี 2008 แต่สิ่งสำคัญจึงอาจไม่ใช่เพียงแค่คำถามว่า “ดอกเบี้ยขึ้นหรือไม่” แต่คือ “เศรษฐกิจและกำไรบริษัทจดทะเบียนยังเติบโตได้หรือเปล่า” สิ่งที่กำลังเปลี่ยนไปในเวลานี้ คือโลกเศรษฐกิจอาจไม่ได้อยู่ในยุคเดียวกับสิบปีที่ผ่านมาอีกแล้ว ก่อนหน้านี้โลกอยู่ในสภาวะที่การเติบโตต่ำ เงินเฟ้อต่ำ และดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลานาน นักลงทุนจึงคุ้นเคยกับการที่พันธบัตรให้ผลตอบแทนต่ำและหุ้นเติบโตได้จากต้นทุนทางการเงินที่ถูก แต่วันนี้ภาพเริ่มเปลี่ยนเศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่ยุคที่การเติบโตในเชิงตัวเงิน หรือ nominal growth สูงขึ้นจากหลายปัจจัย ทั้งการลงทุนขนาดใหญ่ในโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี AI ความมั่นคงด้านพลังงาน การย้ายฐานการผลิต และการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ หรืออีกนัยก็คือโลกกำลังกลับมาอยู่ในช่วงที่มีการลงทุนอย่างจริงจังอีกครั้ง เม็ดเงินจำนวนมหาศาลกำลังไหลเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม เทคโนโลยีขั้นสูง เซมิคอนดักเตอร์ พลังงานไฟฟ้า และระบบที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ จีน อินเดีย หรือยุโรปในโลกแบบนี้ บริษัทที่อยู่ในธีมการลงทุนดังกล่าวยังสามารถเติบโตได้ แม้ต้นทุนเงินทุนจะสูงขึ้น
ขณะเดียวกันอีกด้านของเศรษฐกิจกลับเผชิญแรงกดดันมากกว่า โดยเฉพาะธุรกิจที่พึ่งพากำลังซื้อของผู้บริโภคในหลายประเทศกำลังเผชิญทั้งค่าครองชีพที่สูงขึ้น รายได้ที่เติบโตไม่ทันเงินเฟ้อ สังคมผู้สูงอายุ และความไม่แน่นอนจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI ที่เริ่มเข้ามากระทบงานในภาค white-collar มากขึ้นนี่ทำให้เศรษฐกิจโลกในวันนี้ไม่ได้เคลื่อนไหวเป็นวัฏจักรเดียวเหมือนในตำราเศรษฐศาสตร์แบบเดิม เราเห็นบางภาคส่วนเติบโตแรงมากในขณะที่บางส่วนเริ่มชะลอตัวพร้อมกัน ภาพนี้อาจใกล้เคียงกับช่วงปลายทศวรรษ 1990 ซึ่งเศรษฐกิจโลกแบ่งออกเป็น “เศรษฐกิจใหม่” ที่เติบโตจากอินเทอร์เน็ต และ “เศรษฐกิจเดิม” ที่เติบโตช้าลงเพียงแต่รอบนี้ ความแตกต่างอาจไม่ใช่เรื่อง internet versus traditional economy แต่เป็น “ภาคอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี” กับ “เศรษฐกิจที่พึ่งพาการบริโภค” คำถามสำคัญสำหรับนักลงทุนจึงไม่ใช่การเดาว่าเศรษฐกิจอยู่ช่วงต้น กลาง หรือปลายวัฏจักร แต่เป็นการเข้าใจว่า เงินลงทุนกำลังไหลไปทางไหน และภาคเศรษฐกิจใดเป็นผู้ได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงรอบใหญ่ของโลก
ในเชิง asset allocation ภาพนี้ยังสนับสนุนการลงทุนในหุ้นมากกว่าพันธบัตรระยะยาว โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลประเทศพัฒนาแล้วที่อายุยาวเนื่องจากผลตอบแทนอาจยังเผชิญแรงกดดันจากระดับหนี้ภาครัฐที่สูงและความจำเป็นในการใช้นโยบายการคลังเพื่อพยุงเศรษฐกิจตัวอย่างที่เห็นชัดคือญี่ปุ่น ซึ่งอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปีปรับขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ ขณะที่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นกลับสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าพันธบัตรอย่างมีนัยสำคัญในช่วงยาว
ในอีกด้านหนึ่ง วัฏจักรการลงทุนด้าน AI ยังคงเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดโลก แม้หลายคนเริ่มกังวลเรื่อง valuation แต่การที่บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่เริ่มมีความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดได้ดีขึ้นอาจช่วยลดแรงกดดันด้านการระดมทุนในระบบได้ท้ายที่สุด แม้ bond yield ที่สูงขึ้นจะทำให้ตลาดมีความผันผวนเป็นระยะ แต่ในภาพใหญ่ โลกอาจกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบเศรษฐกิจใหม่ที่แตกต่างจากอดีตและในโลกที่ nominal growth สูงขึ้นเช่นนี้ หุ้น โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนระยะยาวของโลก อาจยังคงเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจกว่าพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว แม้เส้นทางระหว่างทางจะไม่ได้ราบรื่นก็ตาม อย่างไรก็ตามสำหรับนักลงทุนที่ไม่ได้รับความเสี่ยงมากนัก การเพิ่มขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวที่เพิ่มสูงขึ้นมาใกล้เคียงระดับปี 2023 สะท้อนภาพความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปแล้วจะเป็นโอกาสในการล็อคผลตอบแทนที่ดีเช่นกัน เพราะถ้ามองอีกมุมนึงที่ปัจจุบันการบริโภคนั้นชะลอตัวซึ่งนั่นทำให้ธนาคารกลางมีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยมากกว่าถ้าต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน ความเสี่ยงและขอคำแนะนำจากผู้แนะนำการลงทุนของท่านเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน ข้อมูลนี้จัดทำโดยอาศัยที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะซึ่งปรากฎขณะจัดทำ ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปแต่ละขณะ ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน

