ลองจินตนาการว่าคุณเป็นเจ้าของร้านอาหารในเชียงใหม่ที่รับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ลูกค้าชาวสิงคโปร์ยื่นบัตร Visa มาจ่าย คุณได้รับเงิน แต่ถูกหักค่าธรรมเนียมไปเกือบ 2% ก่อนที่จะถึงบัญชีคุณ แถมยังต้องรอการ settle อีก 1-2 วัน นั่นคือโลกเก่า แต่โลกนั้นกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว และไทยเองก็อยู่ในจุดที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
ระบบชำระเงินโลกกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยน
รายงาน Global Real-Time Payments and A2A Infrastructure 2026 ที่เผยแพร่เมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 โดย ResearchAndMarkets ชี้ให้เห็นภาพที่ชัดเจนมากว่าธุรกรรม Real-Time Payment (RTP) ทั่วโลกกำลังเพิ่มจาก 260,000 ล้านครั้งในปี 2566 575,000 ล้านครั้งในปี 2571 นั่นคือการเติบโตมากกว่าสองเท่าภายในห้าปี ขณะที่ปริมาณธุรกรรม Account-to-Account (A2A) ซึ่งคือการโอนเงินตรงจากบัญชีสู่บัญชีโดยไม่ผ่านเครือข่ายบัตร จาก 60,000 ล้านธุรกรรมในปี 2567 คาดว่าจะพุ่งไปที่ 185,000 ล้านธุรกรรมในปี 2572
ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่แค่สถิติ แต่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ลึกกว่านั้น ระบบการชำระเงินแบบเก่าที่พึ่งพาเครือข่ายบัตรอย่าง Visa และ Mastercard กำลังถูกท้าทายจาก multi-rail ไปสู่่รางใหม่ที่ถูกกว่า เร็วกว่า และเข้าถึงได้มากกว่า ผู้บริหารด้านการชำระเงินกว่า 75% ทั่วโลกระบุว่าในปี 2568 debit card และ prepaid card คือกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่จะถูก disrupt หนักที่สุดจาก A2A payments เหตุผลนั้นเข้าใจไม่ยาก เมื่อ PromptPay ของไทยสามารถโอนเงินถึงมือผู้รับภายในวินาทีโดยไม่มีค่าธรรมเนียม ใครจะยังใช้บัตร debit ซื้อของที่ร้านค้าซึ่งต้องเสียค่าธรรมเนียมให้ธนาคารและเครือข่ายชำระเงินอีกต่อไป?
Stablecoin จากเครื่องมือ Crypto สู่โครงสร้างพื้นฐานการชำระเงิน
สิ่งที่น่าตื่นเต้นไม่แพ้กันคือบทบาทของ Stablecoin ที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป
Fiat-backed Stablecoin supply ทั่วโลกแตะ 273,000 ล้านดอลลาร์ในเดือนมีนาคม 2569 เติบโตถึง 40 เท่าเมื่อเทียบกับ 6,800 ล้านดอลลาร์ในเดือนมีนาคม 2563 ตามรายงานของ Bessemer Venture Partners อ้างอิงข้อมูลจาก Allium และ Visa และในปี 2568 ปริมาณธุรกรรม Stablecoin ที่เป็น real-world payment จริงๆ นั้นอยู่ที่ราว 390,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี ตามการประเมินของ McKinsey ร่วมกับ Artemis Analytics ซึ่งยังเป็นสัดส่วนเล็กน้อยเมื่อเทียบกับตลาดโลก แต่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ขณะที่ Juniper Research คาดการณ์ว่า B2B Stablecoin cross-border transactions จะแตะ 5 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2578 จากเพียง 13,400 ล้านดอลลาร์ในปี 2569 คิดเป็นการเติบโต 373 เท่าในทศวรรษเดียว
คำถามคือทำไม? เพราะ Stablecoin แก้ปัญหาที่ RTP และ A2A แก้ไม่ได้ ซึ่งก็คือ “การชำระเงินข้ามพรมแดน” ระบบ RTP อย่าง PromptPay ทำงานได้ยอดเยี่ยมในประเทศ แต่พอต้องส่งเงินข้ามพรมแดน ยังต้องกลับไปพึ่งพา correspondent banking ที่ช้า แพง และซับซ้อน Stablecoin ที่สร้างบนเครือข่าย blockchain สามารถ settle ข้ามพรมแดนได้ภายในวินาที ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน โดยไม่ต้องผ่านธนาคารตัวกลาง
ยิ่งไปกว่านั้น Stablecoin ยังมีคุณสมบัติที่ RTP ไม่มี นั่นคือ “programmability” หรือความสามารถในการฝัง conditions ลงในการชำระเงิน เช่น จ่ายเงินก็ต่อเมื่อสินค้าถึงมือผู้รับ หรือปลดล็อคเงินโดยอัตโนมัติเมื่อ smart contract ทำงานครบ นี่คือ use case ที่ระบบชำระเงินแบบเก่าทำไม่ได้เลย
ไทย: แข็งแกร่งในบ้าน แต่โอกาสอยู่ข้างหน้า
ไทยอยู่ในตำแหน่งที่น่าสนใจมากในภูมิทัศน์ใหม่นี้ ในด้าน domestic payments ไทยเป็นผู้นำระดับภูมิภาค PromptPay มีผู้ลงทะเบียนกว่า 90 ล้านบัญชี ประมวลผลมากกว่า 74 ล้านธุรกรรมต่อวัน ตัวเลขที่น่าทึ่งสำหรับประเทศที่มีประชากร 70 ล้านคน
PromptPay และ Thai QR Code ครองสัดส่วนถึง 44% ของมูลค่า e-commerce และ 41% ของการชำระเงิน ณ จุดขาย ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าไทยประสบความสำเร็จในการสร้าง A2A rail ที่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน ซึ่งหลายประเทศยังไม่สามารถทำได้
แต่ความท้าทายอยู่ที่ cross-border payments เมื่อนักท่องเที่ยวชาวจีนโอนเงินผ่าน WeChat Pay มาซื้อของที่ตลาดนัดในกรุงเทพ หรือเมื่อ SME ไทยต้องจ่ายเงินให้ supplier ในเวียดนาม ยังต้องผ่านช่องทางที่มีต้นทุนสูงและใช้เวลานาน นี่คือช่องว่างที่ Stablecoin กำลังจะเข้ามาเติม
สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในไทย
ขณะที่โลกกำลังเขียนกติกาใหม่ ไทยก็ไม่ได้ยืนดูอยู่เฉยๆ ธปท. เปิดโครงการทดสอบ Programmable Payment ภายใต้ Enhanced Regulatory Sandbox ครอบคลุม 4 รูปแบบ ได้แก่ Purpose Bound Money, Escrow Payment, Asset Tokenization และ บริการอื่นๆ อาทิ การให้บริการ Bridging ระหว่าง chain โครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง ธปท. และ ก.ล.ต. พร้อมกันตั้งแต่ต้น ในการส่งเสริมนวัตกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลภายใต้กรอบที่รัดกุม สัญญาณเหล่านี้บ่งบอกว่าไทยกำลังเดินหน้าอย่างรอบคอบแต่มีทิศทางชัดเจน ไม่ใช่การวิ่งไล่กระแส แต่เป็นการวางรากฐานที่จะทำให้ประเทศพร้อมรับโอกาสในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้
โอกาสที่ไม่ควรปล่อยให้ผ่านไป
สำหรับประเทศไทย จุดแข็งที่มีอยู่แล้วบวกกับทิศทางที่กำลังพัฒนา สร้างโอกาสสำคัญสามประการ
ประการแรกคือ การท่องเที่ยวและการชำระเงินข้ามพรมแดน ไทยรับนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 30 ล้านคนต่อปี การที่นักท่องเที่ยวสามารถจ่ายเงินผ่าน Stablecoin wallet ที่ settle เป็นเงินบาทโดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องแลกเงินหรือเสียค่าธรรมเนียมบัตรเครดิต จะเป็นประโยชน์ทั้งต่อนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการไทย
ประการที่สองคือ การส่งเงินของแรงงานข้ามชาติ ไทยมีแรงงานต่างชาติกว่า 3 ล้านคน ส่วนใหญ่มาจากเมียนมา กัมพูชา และลาว ซึ่งส่งเงินกลับบ้านเป็นประจำ ระบบ Stablecoin สามารถลดต้นทุนการส่งเงินจาก 5–7% เหลือเพียงเศษเสี้ยวของเปอร์เซ็นต์ พร้อมกับเพิ่มความเร็วในการรับเงิน
ประการที่สามคือ การค้าระหว่างประเทศของ SME ผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กที่ส่งออกสินค้าไปยังประเทศในอาเซียนหรือนำเข้าวัตถุดิบจากจีน มักแบกรับต้นทุนการชำระเงินที่สูงเกินจำเป็น Stablecoin rail ที่มีต้นทุนต่ำและ settle ได้ทันทีจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างมีนัยสำคัญ
ความท้าทายที่ยังต้องแก้ไข
แน่นอนว่าเส้นทางข้างหน้าไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ยังมีโจทย์สำคัญที่รอการแก้ไข ทั้งในระดับโลกและระดับประเทศในระดับโลก รายงาน RTP 2026 ชี้ให้เห็นว่าแม้ระบบ RTP จะเติบโตแข็งแกร่งภายในประเทศ แต่ cross-border interoperability ยังคงเป็นความท้าทายสำคัญ ระบบ A2A ส่วนใหญ่ยังทำงานภายในพรมแดนประเทศตัวเอง การเชื่อมต่อระหว่างกันต้องการทั้งมาตรฐานทางเทคนิคและกรอบกฎระเบียบที่สอดคล้องกัน ซึ่งยังอยู่ระหว่างการพัฒนา
ประเทศไทย กรอบกฎหมายสำหรับ Stablecoin ยังไม่สมบูรณ์ BOT กำลังอยู่ในระหว่างการหารือกับผู้เข้าร่วมเพื่อพัฒนาแนวทางกำกับดูแล Thai Baht-backed Stablecoin ที่ครอบคลุม ขณะยังไม่มีกฎหมายเฉพาะสำหรับ tokenized deposits นอกจากนี้ ความกังวลเรื่อง fraud และความซับซ้อนในการ onboard ผู้ใช้ยังคงเป็นอุปสรรคต่อการยอมรับในวงกว้าง
บทสรุป: ถึงเวลาของไทยแล้ว
โลกการชำระเงินกำลังเคลื่อนเข้าสู่ยุคหลายราง (multi-rail era) ที่ไม่มีผู้ชนะเบ็ดเสร็จเพียงรายเดียว แต่แต่ละ rail จะถูกใช้ตามความเหมาะสมของ use case ไทยมีพื้นฐานที่ดีกว่าหลายประเทศในภูมิภาค ทั้งจากความสำเร็จของ PromptPay และทิศทางนโยบายที่ชัดเจนของ BOT และ ภาคเอกชน คำถามไม่ใช่ว่า Stablecoin จะเข้ามามีบทบาทในระบบชำระเงินไทยหรือไม่ แต่คือว่าใครจะเป็นผู้กำหนดรูปแบบนั้น ผู้ประกอบการที่เข้าใจก่อน สร้างโครงสร้างพื้นฐานก่อน และสร้างความไว้วางใจกับผู้ใช้ได้ก่อน คือผู้ที่จะได้เปรียบในยุคถัดไป

