ท่ามกลางความร้อนระอุของสงครามเทคโนโลยีและแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์โลก ที่ส่งผลให้เกิดการเคลื่อนย้ายซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมดิจิทัลและเอไอเข้ามาในภูมิภาคอาเซียน
ซึ่งประเทศไทยประกาศความพร้อมแข่งขันสมรภูมิอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงอย่างเต็มตัว ทว่าหลายฝ่ายอาจเกิดความกังวลและมีคำถามว่าไทยมีความพร้อมจริงๆหรือไม่ เมื่อเห็นภาพข่าวบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอย่าง Samsung ประกาศขยายการลงทุนโรงงานชิปในประเทศเวียดนามด้วยเม็ดเงินกว่า 4.9 หมื่นล้านบาท
ทว่ายังมีอีกฝ่ายแย้งว่าภาพรวมของอุตสาหกรรมและภูมิรัฐศาสตร์ประเทศไทยไม่ได้กำลังเสียเปรียบ เพราะมองว่าการลงทุนเป็นเพียงการขยายฐานเดิม ไม่ใช่การย้ายหนีไทยแต่อย่างใด และจริงๆแล้วเกาหลีใต้ได้เข้าไปปักหมุดลงทุนในเวียดนามมานานหลายแล้ว มีฐานการผลิตขนาดใหญ่ที่แทบจะเรียกได้ว่าเป็น “เมือง Samsung” เลยทีเดียว การลงทุนของยักษ์ใหญ่เกาหลีใต้ในครั้งนี้ จึงเป็นเพียงการต่อยอดธุรกิจในพื้นที่เดิมที่เป็นจุดแข็งของตนเอง ไม่ใช่การย้ายฐานการผลิตใหม่ที่ส่งผลกระทบต่อไทย
ขณะนี้อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของไทยยังคงครองอันดับ 1 ในภูมิภาค โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมแผงวงจรพิมพ์ หรือ PCB ซึ่งปัจจุบันบริษัทผู้ผลิตระดับท็อปของโลกจากไต้หวันกว่า 60% ได้ตัดสินใจย้ายเข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทยแล้ว นอกจากนี้ไทยยังมีการขยายตัวอย่างรวดเร็วในกลุ่ม Data Center และ AI ซึ่งอุตสาหกรรมเหล่านี้จะสร้างห่วงโซ่อุปทานและเร่งให้เกิดความต้องการด้านชิปและเซมิคอนดักเตอร์ภายในประเทศตามมาอย่างมหาศาล
มีข้อเสนอว่าไทยเลือกใช้กลยุทธ์การสร้างพันธมิตร โดยโฟกัสในกลุ่มเฉพาะทาง (Niche) เช่น Power connector และเซนเซอร์ เป็นทิศทางที่ถูกต้องและปลอดภัย เพราะร่างยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ ซึ่งตั้งเป้าดึงเม็ดเงินลงทุนสูงถึง 2.5 ล้านล้านบาทภายใน 25 ปี และพัฒนาบุคลากรให้ได้กว่า 230,000 คน จะช่วยสร้างระบบนิเวศการผลิต “ชิปเมดอินไทยแลนด์” ได้ ทำให้เกิดการลงทุนจริงจากยอดขอรับส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในไตรมาสที่ 1 จำนวน 1 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดย 60-70% (ราว 6-7 แสนล้านบาท) ในกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคตอย่าง Data Center, AI และไฮเทค
ในขณะที่มีการมองว่าไทยมีไพ่ที่เหนือกว่า แต่ก็มีการตั้งข้อสังเกตด้วยว่าการจะทำให้เม็ดเงินลงทุนมหาศาลเหล่านี้จะลงหลักปักฐานได้จริง รัฐบาลจำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เช่น การบริหารจัดการน้ำ และการจัดหาพลังงานสะอาด เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมยุคใหม่ รวมทั้งการพัฒนาทักษะแรงงานและการกำจัดปัญหาคอร์รัปชันเพื่อช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติเลือกปักหมุดในไทยช่วยสร้างพันธมิตรทางเทคโนโลยี และยังพิสูจน์ด้วยว่าไทยมีความสามารถในการแข่งขันอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงได้อย่างเต็มตัว


