ก่อนหน้านี้ ผมเคยเล่าเรื่อง “ก.ล.ต. กับ ความคืบหน้าการยับยั้งทุนเทาอย่างเป็นรูปธรรม” ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ การปรับปรุงแนวทางการพิจารณาบุคคลที่เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ ผู้ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า และผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ที่ต้องขอรับความเห็นชอบ ให้สะท้อนถึงผู้มีอำนาจควบคุมที่แท้จริง (Ultimate Beneficial Owner : UBO) ของผู้ประกอบธุรกิจฯ และหากมีผู้ถือหุ้นเข้าเงื่อนไข การเป็นผู้มีอำนาจควบคุม ผู้ประกอบธุรกิจฯ ต้องยื่นขอรับความเห็นชอบบุคคลที่เป็น “ผู้ถือหุ้นรายใหญ่” เพื่อให้มั่นใจได้ว่าบุคคลดังกล่าว “มีคุณสมบัติที่เหมาะสม” และ “ไม่มีลักษณะต้องห้าม” ตามที่ ก.ล.ต. กำหนด
เรียกว่าเป็นการ “ปิดประตูถึงสองชั้น” เพื่อคัดกรองไม่ให้บุคคลหรือกลุ่มทุนที่ไม่มีคุณสมบัติเหมาะสมเข้ามาถือหุ้นผ่านนอมินี ผ่านโครงสร้างซับซ้อน หรือผ่านการอำพรางตัวตนได้ เพราะ “ผู้ประกอบธุรกิจตัวกลาง” มีบทบาทสำคัญและเป็นตัวกลางที่ให้บริการลงทุนในผลิตภัณฑ์การลงทุนต่าง ๆ ก.ล.ต. จึงให้ความสำคัญกับการกำกับดูแล เพื่อให้ความคุ้มครองแก่ผู้ลงทุน และไม่ให้ถูกใช้เป็นช่องทางการกระทำผิด
และในช่วงนี้ ก.ล.ต. อยู่ระหว่างขยับล็อคประตูชั้นที่สองให้แน่นขึ้น ด้วยการปรับปรุงลักษณะต้องห้าม ของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. ให้ครอบคลุมการทำผิดกฎหมาย ฟอกเงินและกฎหมายการก่อการร้ายทั้งในไทยและต่างประเทศ เพื่อให้เกิดความชัดเจนและครอบคลุม มากยิ่งขึ้นครับ
แต่ก่อนจะไปอัปเดตถึงแนวทางการปรับปรุง ผมขอเล่าให้ฟังก่อนครับว่า การเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ของผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. ทั้งผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ ผู้ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า และผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล จะกำหนด “ลักษณะต้องห้ามของผู้ถือหุ้นรายใหญ่” เอาไว้ครับ
ผมขอยกตัวอย่าง “ลักษณะต้องห้ามในการเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์” ที่กำหนดไว้ในประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การกำหนดเงื่อนไขให้บริษัทหลักทรัพย์ต้องขอรับความเห็นชอบบุคคลที่เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ซึ่งหากเป็นบุคคล (รวมทั้งกรรมการหรือหุ้นส่วนของนิติบุคคล) ที่มีลักษณะตามที่กำหนดจะไม่สามารถเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ได้ ไว้ถึง 13 ลักษณะ เช่น
- อยู่ระหว่างถูกกล่าวโทษหรือถูกดำเนินคดีตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ในความผิดเกี่ยวกับการกระทำอันไม่เป็นธรรม (unfair) หรือการบริหารงานที่มีลักษณะหลอกลวง ฉ้อฉล ทุจริต
- อยู่ระหว่างถูกกล่าวโทษหรือถูกดำเนินคดีตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
- เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริต
- อยู่ระหว่างถูกหน่วยงานกำกับดูแลธุรกิจทางการเงินในประเทศหรือต่างประเทศ สั่งพัก เพิกถอนการประกอบธุรกิจ การเป็นผู้บริหาร หรือการเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่
- การจงใจแสดงข้อความอันเป็นเท็จในสาระสำคัญหรือปกปิดข้อความจริงอันเป็นสาระสำคัญในการขอรับความเห็นชอบเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทหลักทรัพย์
- มีลักษณะต้องห้ามตามที่หน่วยงานอื่นที่มีอำนาจในการกำกับดูแลธุรกิจทางการเงินในประเทศหรือต่างประเทศไม่ให้ประกอบธุรกิจหรือเป็นผู้บริหารหรือเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของนิติบุคคลที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล
หากดูจากตัวอย่างที่ยกมาก็เหมือนจะครอบคลุมลักษณะของบุคคลที่ไม่เหมาะจะเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อยู่แล้วนะครับ แต่อย่างที่เราทราบกันว่า ในปัจจุบัน “อาชญากรรมทางการเงินข้ามชาติ” มีความซับซ้อนและรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะการฟอกเงิน รวมทั้งมีการประกอบธุรกิจแบบข้ามกลุ่มอุตสาหกรรม (Cross-sector) ทั้งในและต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นช่องให้บุคคลที่มีลักษณะไม่เหมาะสมเข้ามาเกี่ยวข้องกับผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ ผู้ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า และผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ทั้งทางตรงและทางอ้อมได้
ก.ล.ต. จึงต้องเพิ่ม “ความเข้ม” ในการคัดกรองคุณสมบัติและความเหมาะสมของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของผู้ประกอบธุรกิจฯ ให้มากขึ้น เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน และการที่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของผู้ประกอบธุรกิจฯ มีคุณสมบัติ ที่เหมาะสม ยังสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้ประกอบธุรกิจฯ ผู้ลงทุนมีความเชื่อมั่น และยกระดับความโปร่งใส ของตลาดทุนไทยโดยรวม
นอกจากนี้ ในการกำหนดลักษณะต้องห้ามของผู้ประกอบธุรกิจแต่ละประเภท แม้จะมีอยู่บนหลักการเดียวกัน แต่รายละเอียดอาจจะมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง จึงเห็นว่า ควรปรับปรุงให้สอดคล้องกันด้วยครับ
การปรับปรุงหลักเกณฑ์ที่สำคัญ ๆ ในครั้งนี้ จึงประกอบด้วย การขยายขอบเขตการพิจารณาการกระทำความผิดฐานฟอกเงิน รวมถึงฐานสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธทำลายล้างสูงทั้งในไทยและต่างประเทศ พิจารณาความผิดสำคัญในทุกกฎหมายที่เกี่ยวข้องภายใต้การกำกับของ ก.ล.ต. เพื่อให้ครอบคลุมความเสี่ยงจาก Cross-sector ที่เชื่อมโยงข้ามธุรกิจมากขึ้น โดยมีรายละเอียด เช่น
(1) การปรับปรุงความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (Anti-Money Laundering: AML) ให้รวมถึงกฎหมาย AML ในต่างประเทศ และกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (Combating the Financing of Terrorism and Weapons of Mass Destruction: CFT/WMD) ทั้งในไทยและต่างประเทศ ในความผิดที่กำหนด เช่น ความผิดฐานฟอกเงิน ความผิดฐานสนับสนุนการก่อการร้าย เนื่องจากบุคคลที่มีลักษณะดังกล่าวมีความเสี่ยงสูงที่จะส่งผลกระทบต่อชื่อเสียง และความน่าเชื่อถือของผู้ประกอบธุรกิจและตลาดทุน รวมถึงเพื่อให้สามารถพิจารณาได้ถึงผู้ที่กระทำผิดกฎหมาย AML/CFT/WMD ทั้งในไทยและต่างประเทศ
(2) การปรับปรุงความผิดด้านการกระทำอันไม่เป็นธรรม (unfair) และการบริหารงานที่มีลักษณะเป็นการหลอกลวง ฉ้อฉล หรือทุจริต ให้ครอบคลุมทุกกฎหมายและแนวทางการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง และเพื่อให้ครอบคลุมมาตรการลงโทษทางแพ่ง รวมถึงป้องกันความผิด Cross-sector ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. ให้ครบถ้วน
(3) การปรับปรุงความผิดเกี่ยวกับการจงใจแสดงข้อความอันเป็นเท็จในสาระสำคัญหรือปกปิดข้อความจริงอันเป็นสาระสำคัญในการขอเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ และรายงานอื่นใดที่ต้องยื่นต่อ ก.ล.ต. ให้ครอบคลุมทุกกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องภายใต้ ก.ล.ต. เพื่อยกระดับมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูล และเสริมสร้างความน่าเชื่อถือของกระบวนการกำกับดูแลของ ก.ล.ต.
ทั้ง 3 ประเด็นนี้เป็นเพียงบางส่วนของการปรับปรุง “ลักษณะต้องห้ามของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต.” เท่านั้นครับ โดยหลังจากปิดการรับฟังความคิดเห็นแล้ว ก.ล.ต. จะนำผล ที่ได้รับไปประกอบการพิจารณาปรับปรุงหลักเกณฑ์ต่อไปครับ
และแน่นอนว่า ก.ล.ต. ยังมีเรื่องที่อยู่ระหว่างดำเนินการอีกหลายเรื่อง ซึ่งผมจะนำมาทยอยเล่าให้ฟังในจังหวะเวลาที่เหมาะสมครับ และต้องขอย้ำอีกครั้งครับว่า ก.ล.ต. ให้ความสำคัญและดำเนินการเรื่องนี้อย่างเต็มกำลัง ทั้งการยกระดับมาตรการเพื่อสกัดกั้น ยับยั้ง ป้องกัน และเอาจริงกับการบังคับใช้กฎหมายในกรณีที่เกี่ยวข้อง แต่ยอมรับครับว่าหลายเรื่องที่ทำอยู่ยังไม่สามารถให้ข้อมูลได้ ขอให้ทุกท่านอดใจรอกันก่อนนะครับ
ก.ล.ต. ดูแลตลาดทุน เพื่อให้คุณมั่นใจ

