วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม 2569

Login
Login

อ่านเกมการลงทุนโลกครึ่งปีหลังเมื่อสงครามใกล้จบ

อ่านเกมการลงทุนโลกครึ่งปีหลังเมื่อสงครามใกล้จบ

ภาพเศรษฐกิจโลกในช่วงต้นปี 2026 ดูดีเกินคาด เมื่อตัวเลข GDP ไตรมาสแรกของเศรษฐกิจหลัก 5 แห่ง ทั้งสหรัฐฯ จีน ยูโรโซน ญี่ปุ่น และไทย ออกมาใกล้เคียงหรือดีกว่าที่ตลาดคาด อย่างไรก็ตาม INVX มองว่าเศรษฐกิจระยะต่อไปอาจชะลอลง

ในสหรัฐฯ เศรษฐกิจขยายตัวถึง 2.7% ต่อปี หนุนโดยการลงทุนภาคธุรกิจที่เติบโตสูงจากการลงทุนใน Data Center และ AI อย่างไรก็ดี ผู้บริโภคเริ่มส่งสัญญาณอ่อนแรง ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของมหาวิทยาลัยมิชิแกนเดือนเมษายนร่วงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 44.8 สะท้อนว่าราคาสินค้าและต้นทุนสินเชื่อที่สูงขึ้นกำลังกัดเซาะกำลังซื้อในประชาชนระดับฐาน

จีนขยายตัวแข็งแกร่งที่ 5.0% หนุนจากการส่งออกชิปและอุปกรณ์ที่เชื่อมโยงกับ AI เพิ่มขึ้น แต่เมื่อมองลึกลงไป พบว่าเศรษฐกิจจีนกำลังเดินตามรูปแบบ “K-shaped” อย่างชัดเจน ภาคการผลิตและส่งออกขยายตัวดี ขณะที่การลงทุนสินทรัพย์ถาวรและยอดค้าปลีกชะลอแรงหรือหดตัว บ่งชี้ว่าอุปสงค์ภายในประเทศยังคงเปราะบาง

ยูโรโซนเติบโต 0.8% เกินคาดเล็กน้อย แต่ในระยะต่อไปเสี่ยงที่จะตกอยู่ในภาวะ “stagflation-lite” เนื่องจาก PMI ภาคการผลิตและบริการร่วงต่ำกว่าเกณฑ์ขยายตัว ขณะที่เงินเฟ้อพุ่งขึ้นแตะ 3.0% 

ญี่ปุ่นขยายตัว 0.6% ต่อปี ตามคาด นำโดยการบริโภคเอกชนตามการปรับขึ้นค่าจ้าง ส่วนไทยขยายตัว 2.8% ใกล้เคียงที่ INVX คาดการณ์ โดยได้รับแรงหนุนจากการลงทุนภาคเอกชน การใช้จ่ายภาครัฐ และการบริโภคภาคเอกชน

INVX ประเมินว่าโมเมนตัมเศรษฐกิจโลกทั้งปีจะอยู่ที่ 1.9% ต่ำกว่าปีก่อนที่ 2.4% และจะเดินตามรูปแบบ U-shape โดยชะลอตัวในไตรมาส 2-3 ก่อนจะค่อยๆ ฟื้นตัวในไตรมาส 4 มี 3 ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนภาพนี้ 

กล่าวคือ หนึ่ง คือเงินเฟ้อจากต้นทุนพลังงาน โดยราคาน้ำมัน Brent พุ่งสูงถึง 104 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงพฤษภาคม จากภาวะสงคราม และเริ่มส่งผ่านไปสู่ราคาสินค้าและบริการทั่วโลกแล้ว 

สอง คืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (bond yield) กลุ่ม G7 ที่พุ่งสู่ระดับสูงสุดในรอบ 20 ปี เนื่องจากนักลงทุนต้องการ “ค่าชดเชยความเสี่ยงเงินเฟ้อ” (inflation risk premium) เพิ่มขึ้น ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐ ครัวเรือน และบริษัทพุ่งสูงขึ้น 

และ สาม คือความผันผวนของตลาดการเงินโลก จากการส่งสัญญาณของธนาคารกลางหลายแห่งที่อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยแทนที่จะลด ซึ่งส่งแรงกดดันต่อค่าเงินและเงินทุนไหลออก

ปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดทิศทางการฟื้นตัวในไตรมาส 4 คือพัฒนาการของสงครามและราคาน้ำมัน INVX ประเมินภายใต้กรณีฐานว่า การที่ UAE ตัดสินใจออกจาก OPEC และเร่งกำลังการผลิตจากระดับปัจจุบัน 1.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน สู่ระดับ 4.5-5.0 ล้านบาร์เรลต่อวันจะเป็นแรงส่งให้ราคา Brent ปรับลดลงจากประมาณ 104 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลสู่ 65 ดอลลาร์ในเดือนธันวาคม ให้ค่าเฉลี่ยทั้งปีที่ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล 

สัญญาณบวกล่าสุดที่เพิ่มความน่าจะเป็นของกรณีฐานนี้ คือถ้อยแถลงของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ระบุว่าข้อตกลงสันติภาพกับอิหร่านใกล้เข้าสู่ช่วงสุดท้ายแล้ว และอิหร่านยืนยันภาพดังกล่าว 

อย่างไรก็ตาม หากข้อตกลงล้มเหลวหรือราคาน้ำมันทรงตัวสูงเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลตามกรณีเลวร้าย เงินเฟ้อจะเร่งตัวสูงกว่าที่ประเมิน ธนาคารกลางทั่วโลกจะมีแรงกดดันให้ขึ้นดอกเบี้ยมากกว่ากรณีฐาน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะปรับตัวสูงขึ้นอีก และการฟื้นตัวแบบ U-shape จะล่าช้าและลึกกว่ากรณีฐานอย่างมีนัยสำคัญ

ท่ามกลางความไม่แน่นอนดังกล่าว ธนาคารกลางหลักของโลกกำลังเดินตามเส้นทางที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีแนวโน้มสูงที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ย ในการประชุมเดือนมิถุนายนและตุลาคม ขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) น่าจะขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในเดือนมิถุนายน เนื่องจากแรงกดดันเงินเฟ้อและค่าเงินที่อ่อนค่าลง

ในทางตรงกันข้าม ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังจะคงดอกเบี้ยที่ระดับปัจจุบัน โดยธนาคารกลางทั้งสองอาจส่งสัญญาณว่าแรงกดดันเงินเฟ้อจากด้านอุปทานเป็นเพียงปัจจัยชั่วคราว 

สำหรับไทย INVX ปรับเพิ่มประมาณการ GDP ทั้งปี 2569 จาก 1.4% เป็น 1.6% โดยได้รับแรงหนุนจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ การลงทุนภาคเอกชนที่เพิ่มสูงสุดในรอบหลายปีจากกระแส AI โลก การใช้จ่ายภาครัฐจากกรอบเงินกู้ฉุกเฉิน 4 แสนล้านบาท และการบริโภคภาคเอกชนที่ได้รับแรงเสริมจากมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” 

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญยังคงมาจากสงครามที่อาจยืดเยื้อ ซึ่งจะดันเงินเฟ้อจากระดับ 3.2% ไปสู่ 4-5% และกดดันรายได้ที่แท้จริงของครัวเรือนในช่วงครึ่งหลังของปี ในทางกลับกัน หากรัฐบาลผ่านการพิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของมาตรการลงทุนเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน 2 แสนล้านบาท ก็จะเพิ่มโอกาสที่ GDP ทั้งปีจะเติบโตสูงกว่า 1.6% ได้

ภายใต้ภาพเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวแบบ U-shape และตลาดหุ้นไทยที่ SET ex-DELTA มี Forward PER ปี 2569 เพียง 12 เท่า ซึ่งถือว่า Valuation ยังอยู่ในระดับที่น่าสนใจ InnovestX แนะนำกลยุทธ์ “Selective Buy” ใน 3 ธีมหลัก 

หนึ่ง Earnings Play คือกลุ่มหุ้นที่คาดว่ากำไรไตรมาส 2/2569 จะเติบโต YoY และโมเมนตัมกำไรครึ่งปีหลังยังดี ได้แก่ ADVANC, AP, GULF, MINT, MTC, SCGP และ TIDLOR

สอง Domestic & Laggard Value Play คือหุ้น Big-cap ที่ราคายังปรับขึ้นช้ากว่าตลาด และได้รับประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อของภาครัฐ ได้แก่ CPALL, CPN, GLOBAL, BEM และ TRUE

และสาม New Normal คือกลุ่มหุ้นในอุตสาหกรรม S-Curve ที่ได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดซึ่งได้รับแรงหนุนเพิ่มเติมจากการปรับโครงสร้างราคาค่าไฟ ได้แก่ GULF, GPSC, BGRIM ในกลุ่มพลังงานสะอาด WHA และ AMATA ในกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม และ SCC, BANPU, HMPRO, GLOBAL, GUNKUL ในกลุ่มจำหน่ายและติดตั้ง Solar Rooftop

ขอให้นักลงทุนโชคดี

- รวมทุกช่องทาง INVX official ให้คุณได้ติดตามข้อมูลข่าวสารการลงทุนรอบโลก คลิก : https://linktr.ee/ INVX

- เปิดบัญชีลงทุน INVX วันนี้! เปิดครั้งเดียวลงทุนได้ครบทั้งจักรวาลการลงทุน

โหลดเลย คลิก https:// INVX.onelink.me/23if/ek1n76zm

- ติดตามบทวิเคราะห์การลงทุนอื่นๆ เพิ่มเติมจาก INVX คลิก : https://bit.ly/respublisher

# INVX # INVXResearch # INVXApp #จักรวาลการลงทุนในมือคุณ

*ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยง โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้