ท่ามกลางภูมิทัศน์สื่อที่กำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรุนแรง ประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่ “ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ” สำคัญของอุตสาหกรรมทีวีดิจิทัล เมื่อใบอนุญาตจะทยอยสิ้นสุดลงในปี 2572
แต่จนถึงวันนี้ ประเทศกลับยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่า หลังจากนั้นทีวีดิจิทัลจะเดินต่อไปในทิศทางใด นี่ไม่ใช่เพียงปัญหาทางธุรกิจของผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล หากแต่เป็นปัญหาที่เกี่ยวพันทั้งระบบเศรษฐกิจยุคใหม่ สิทธิเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชน และอนาคตการแข่งขันของอุตสาหกรรมสื่อไทยในโลกใหม่ หน่วยงานที่มีหน้าที่กำหนดทิศทางอย่าง สำนักงานกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ไม่อาจปล่อยให้ความไม่ชัดเจนยืดเยื้อต่อไปได้อีก
เพราะสิ่งที่เปลี่ยนวันนี้ ไม่ใช่แค่ “เทคโนโลยีการรับชม” แต่คือการพลิกทั้งระบบนิเวศสื่อโลก ตั้งแต่พฤติกรรมผู้บริโภคที่ย้ายจากฟรีทีวี สู่แพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง การเติบโตของคอนเทนต์แบบออนดีมานด์ ไปจนถึงการเข้ามาของเทคโนโลยีใหม่อย่างปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเปลี่ยนกระบวนการผลิตสื่อทั้งระบบ และอนาคตอันใกล้ เทคโนโลยีอย่างควอนตัมคอมพิวติ้งอาจยิ่งเร่งให้โลกสื่อเปลี่ยนเร็วขึ้นอีกหลายเท่า หาก กสทช.ยังใช้กรอบคิดแบบเดิม หรือยังถกเถียงกันไม่จบแม้แต่เรื่องโรดแมปพื้นฐาน ไทยอาจกลายเป็นเพียง “ผู้ตาม” ในอุตสาหกรรมสื่อโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ความล่าช้าของ กสทช. กำลังสร้าง “ต้นทุนจริงที่สูงลิ่ว” ให้ผู้ประกอบการสื่อ หลายปีที่ผ่านมา เราเห็นสัญญาณอันตรายจากผลประกอบการทีวีดิจิทัลที่เผชิญแรงกดดันจากทั้งเม็ดเงินโฆษณาที่หดตัว ต้นทุนดำเนินงานที่สูงขึ้น การแข่งขันจากแพลตฟอร์มต่างชาติ ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ การไม่มีโรดแมปหลังปี 2572 เท่ากับผู้ประกอบการไม่สามารถวางแผนลงทุน ปรับโครงสร้างธุรกิจได้อย่างทันท่วงที ขณะที่โลกสื่อยุคใหม่ไม่ได้แข่งแค่ระหว่าง “ช่องทีวี” แต่คือการแข่งขันระหว่างระบบนิเวศสื่อทั้งหมดตั้งแต่ ยูทูบ เน็ตฟลิกซ์ ติ๊กต็อก ไปจนถึงแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งระดับโลก
โจทย์ใหญ่ คือ ไทยจะออกแบบกติกาใหม่อย่างไรให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้อย่างเป็นธรรมในยุคแพลตฟอร์มดิจิทัล ทำอย่างไรให้การกำกับดูแลครอบคลุมทั้งสื่อดั้งเดิมและสื่อออนไลน์ โดยไม่กลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมสื่อในอนาคต ..อีกมิติที่รัฐไม่ควรมองข้าม นั่นคือ “บทบาทของฟรีทีวี” ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลข่าวสารประชาชน แม้คนเมืองจำนวนมากจะเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งได้ง่าย แต่คนอีกไม่น้อย กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มรายได้น้อย ยังพึ่งพาฟรีทีวีเป็นช่องทางหลักเข้าถึงข่าวสาร เราอาจต้องคิดหาโมเดลเผื่อไว้สำหรับเรื่องนี้ด้วย
สิ่งที่น่าห่วงที่สุด คือ “ความขัดแย้งภายในบอร์ดกสทช.” ต้นเหตุการตัดสินใจเรื่องสำคัญที่ล่าช้า หลายวาระสำคัญถูกเลื่อนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ท่ามกลางกระแสข่าวความเห็นไม่ลงรอยกัน การแบ่งฝักแบ่งฝ่าย หาก “องค์กรอิสระ” ที่ควรทำหน้าที่กำหนดอนาคตอุตสาหกรรมสื่อตกอยู่ในภาวะที่ ‘การเมืองภายในองค์กร’ มีอิทธิพลเหนือ ‘ประโยชน์สาธารณะ’ .....สิ่งที่รออยู่ข้างหน้าอาจไม่ใช่ “จุดเปลี่ยน” สื่อไทย แต่อาจเป็น “จุดตาย” และหายนะของอุตสาหกรรมสื่อทั้งระบบ

