วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม 2569

Login
Login

ภาษีกับแรงจูงใจในการทำงาน

ภาษีกับแรงจูงใจในการทำงาน

ดิฉันได้มีโอกาสไปคุยกับคนในยุโรปและคนที่ทำงานในยุโรปพบว่าอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของยุโรปทีดิฉันเคยเขียนถึงเมื่อหลายปีก่อน ส่งผลให้คนยุโรปจำนวนหนึ่งย้ายประเทศไปอยู่เอเชียกันในช่วงที่ผ่านมา และคนอีกกลุ่มหนึ่งไม่มีแรงจูงใจในการทำงาน เพราะรู้สึกว่า ตนเป็นผู้ทำงานเลี้ยงคนอื่นๆที่ไม่ทำงานและรอรับสวัสดิการจากรัฐ

เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่า ประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย หรือ Nordic countries จะมีอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสูง (เดนมาร์ก 55-60% สวีเดน 52% ฟินแลนด์ 56.95% )และภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราปานกลาง (เดนมาร์ก 22% สวีเดน 20.6% ฟินแลนด์ 12.64-44.25%) จะมีสวัสดิการสังคมดีมาก มีเงินเพื่อใช้กับการศึกษา การสาธารณสุข และบำเหน็จบำนาญ รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆด้วย ทำให้ประชากรมีความเหลื่อมล้ำต่ำ และมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจดี

ในขณะที่ประเทศในกลุ่มแองโกลแซกซอน Anglo-Saxon economies มีอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในระดับปานกลางถึงสูง (สหรัฐ 37-50% สหราชอาณาจักร 45% แคนาดา 53% ออสเตรเลีย 45%) และภาษีเงินได้นิติบุคคลในระดับปานกลาง (สหรัฐ 21% สหราชอาณาจักร 25% แคนาดา 26.5% ออสเตรเลีย 30%)

ส่วนประเทศในกลุ่มเน้นการลงทุน เน้นเก็บภาษีนิติบุคคลต่ำ เพื่อจูงใจให้บริษัทต่างชาติไปลงทุน ทำธุรกิจ หรือเข้าไปตั้งสำนักงานใหญ่ และเพื่อสร้างงานให้กับคนในชาติ ตัวอย่างเช่น ไอร์แลนด์ 12.5% สิงคโปร์ 17% ส่วนบุคคลธรรมดาก็เสียภาษีในอัตราปานกลาง คือ ไอร์แลนด์ 40% สิงคโปร์ 24%

บางประเทศก็เก็บภาษีในอัตราต่ำทั้งบุคคลและนิติบุคคล เช่น เขตเศรษฐกิจฮ่องกง เก็บบุคคลธรรมดาในอัตรา 17% และนิติบุคคลที่มีกำไรสุทธิ ต่ำกว่า 2 ล้านเหรียญฮ่องกง เก็บในอัตรา 8.25% ส่วนที่เกินกว่านั้นเก็บในอัตรา 16.5% หรือ สหรัฐอาหรับเอมิเรท ที่เก็บภาษีเฉพาะกำไรสุทธิส่วนที่เกิน 375,000 AED (Arab Emirates Dirham) ในอัตราเพียง 9% เพื่อจูงใจให้คนอยากทำงาน และอยากลงทุน ง่ายต่อการบริหารจัดการ ทำให้ประเทศมีขีดความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น แต่อาจไม่มีงบประมาณจัดการบริการสาธารณะและอาจเกิดความเหลื่อมล้ำมากหากไม่มีมาตรการอื่นมาดูแล

ส่วนประเทศที่มีอัตราภาษีสูงทั้งของบุคคลธรรมดา และนิติบุคคล เช่นฝรั่งเศส ที่ปัจจุบันเก็บภาษีบุคคลธรรมดา ในอัตรา 55.4% ภาษีดอกเบี้ย เงินปันผล และกำไรจากการลงทุนในอัตรา 31.4% และภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรายได้ระหว่าง 1,000 ถึง 3,000 ล้านยูโร ในอัตรา 30.98% และหากรายได้เกิน 3,000 ล้านยูโร เสียภาษีในอัตรา 36.3% และเบลเยี่ยม ซึ่งเคยเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราสูงถึง 48%ในปี ค.ศ. 1982 ปรับลดลงมาเหลือ 25%ในปี 2026 ก็ทำให้มีข้อดีคือมีงบประมาณที่สามารถนำมาดูแลบริการสาธารณะได้ดีขึ้น แต่ก็ทำให้คนอยากวางแผนภาษีและอาจไม่จูงใจให้มีการจ้างงานและลงทุน จึงมีคนย้ายประเทศไปพอสมควร จนมีการปรับอัตราภาษีอยู่เนืองๆ เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์

สำหรับกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ส่วนใหญ่จะมีอัตราภาษีต่ำ และอาจมีการจัดเก็บที่ไม่มีประสิทธิภาพ อาจมีการรั่วไหลมาก

ประเทศไหนจะใช้อัตราภาษีอย่างไรจะต้องขึ้นอยู่กับสถานะของประเทศ นโยบายของรัฐ ที่จะจัดการระหว่างประสิทธิภาพ ความเท่าเทียม และความง่ายต่อการจัดการและลดช่องโหว่ในการจัดเก็บ ไม่มีระบบใดดีที่สุด จะใช้ระบบใดต้องขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย

ส่วนตัวดิฉันเห็นว่าการเก็บภาษีที่เกินกว่า 1 ใน 3 ของรายได้สุทธิ นั้นไม่ก่อให้เกิดแรงจูงใจในการทำงาน ดังที่คนดังของหลายประเทศย้ายไปประเทศข้างเคียงเพราะรัฐบาลขึ้นภาษีจนเขารับไม่ได้ และบริษัทก็ย้ายสำนักงานใหญ่กันเพราะเหตุที่ภาษีไม่เท่ากัน

หากไทยเรารักษาเนื้อรักษาตัวให้ดี ปรับปรุงระบบให้มีประสิทธิภาพและโปร่งใสมากขึ้น เรามีโอกาสดึงดูดบริษัทข้ามชาติมาตั้งสำนักงาน และเพิ่มการจ้างงานรายได้สูงมากขึ้น แต่หากเราไม่สามารถปรับปรุง เราก็คงจะสูญเสียความสามารถในการดึงดูดรายได้ในอนาคต และแม้แต่ที่มีอยู่ในปัจจุบันก็อาจจะจากไป เพราะระบบของเรา“ซับซ้อน”เกินกว่าที่เขาจะรับได้