ภาคการผลิตของไทยเข้าสู่ภาวะถดถอยเมื่อสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานข้อมูลไตรมาส 1 ปี 2569 จากกรมโรงงานอุตสาหกรรม พบโรงงานเลิกกิจการ 156 แห่ง เพิ่มขึ้น 11.4% ขณะที่การเปิดกิจการใหม่เพียง 139 แห่ง ลดลง 63.9% เมื่อช่วงเดียวกันกับปีที่แล้ว
เป็นครั้งแรกรอบ 10 ไตรมาส หรือนับตั้งแต่ปลายปี 2566 ขณะที่ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ไตรมาส 1 ปีนี้ จะขยายตัว 0.83% แต่อัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ย 61.26% ยังมีความเสี่ยงจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลก
เมื่อเปรียบเทียบผู้ประกอบการขนาดเล็ก ขนาดกลางและขนาดใหญ่พบว่าผู้ประกอบการกลุ่ม SME เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงที่สุด โดยสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ประเมินถึงสถานการณ์ธุรกิจเอสเอ็มอีจำนวนมากเลือกหยุดกิจการชั่วคราวแทนการปิดกิจการถาวร เพราะไม่สามารถบริหารต้นทุนซัพพลายเชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่สามารถผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภคหรือตลาดได้ ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้ยังไม่ถูกระบุในฐานข้อมูลการเลิกกิจการโรงงาน
สถานการณ์ของ SME กำลังสะท้อนปัญหาความสามารถในการแข่งขันที่ถดถอย โดยเฉพาะกลุ่มรายย่อยที่มีความเปราะบางสูงจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาพลังงานเพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่เดือน มี.ค.2569 และในปัจจุบันยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง รวมทั้งมีการวิเคราะห์ถึงทิศทางราคาพลังงานโลกที่ยังมีความเสียงแม้ว่าสงครามในตะวันออกกลางจะยุติลง แต่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่ถูกทำลายจะทำให้การผลิตพลังงานไม่กลับมาเป็นปกติในช่วง 1-2 ปี ข้างหน้า
ประเด็นที่น่ากังวลเมื่อผู้ประกอบการระดับ Micro SME ที่มีอยู่จำนวนมากอาจอยู่นอกระบบการติดตาม ซึ่งจะทำให้มีช่องว่างข้อมูลและจะทำให้มีตัวเลขการปิดกิจการไม่สอดคล้องกับสถานการณ์จริง และสถานการณ์เช่นนี้จะทำให้การประเมินผลกระทบต่อผู้ประกอบการต้องพิจารณาให้รอบคอบขึ้น โดยเฉพาะการกำหนดมาตรการช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการที่รัฐบาลมีแผนการใช้ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มกำลังซื้อและรักษาการผลิตเพื่อไม่ให้เกิดการเลิกจ้าง
สำหรับกลุ่มธุรกิจที่น่ากังวลเป็นกลุ่มที่พึ่งพาแรงงานสูงแต่บริหารต้นทุนแรงงานไม่ทัน รวมทั้งกลุ่มที่ได้รับผลกระทบสูงจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น และแม้ว่าการจ้างงานรวมยังไม่มีสถิติที่น่ากังวล แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าข้อมูลการปิดโรงงานที่สูงกว่าการเปิดโรงงานในไตรมาส 1 ปี 2569 เป็นสัญญาณที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะนอกจากความต้องการสินค้าลดลง แต่ SME ยังถูกซ้ำเติมด้วยการทะลักของสินค้านำเข้าราคาถูกมาทุ่มตลาด รวมถึงต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานสูงต่อเนื่อง

