วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม 2569

Login
Login

“ความเป็นอิสระ… ดูกันตรงไหน?”

“ความเป็นอิสระ… ดูกันตรงไหน?”

คำว่า “อิสระ” เป็นคำที่มีพลัง และมักถูกใช้ในความหมายทางบวก

ทุกวันนี้ เราได้ยินคำว่า อิสระ ทั่วไปหมด เช่น กรรมการอิสระ นักวิชาการอิสระ สื่ออิสระ ศิลปินอิสระ เรื่อยไปจนถึง “องค์กรอิสระ”

ซึ่งการใช้คำนี้ โดยนัยยะก็คงเป็นการสื่อว่าการปฏิบัติหน้าที่ของบุคคล หรือองค์กรประเภทนี้ ถือว่าไม่มีสังกัด โปร่งใส และเชื่อถือได้

แต่วันนี้ องค์กรอิสระบางแห่ง เช่น ป.ป.ช. และ กกต. กำลังถูกกระแสสังคมจับตามอง และเป็นข่าวอย่างต่อเนื่องว่า อิสระจริงหรือ? ทำไมการดำเนินการ หรือการตัดสินใจบางเรื่อง จึงดูเหมือนอธิบายให้สังคมยอมรับเหตุผล ได้ไม่ชัดเจนนัก

วันนี้ผมจึง​ “คัดมาคุย” ว่า การที่ บุคคล และองค์กรต่างๆ นำคำว่า อิสระ มาใช้เป็นคุณศัพท์นั้น เราน่าจะมองที่ประเด็นใดบ้าง

ผมอยู่ในวิชาชีพตลาดเงินตลาดทุน จึงขอเริ่มที่คำว่า “กรรมการอิสระ” ก่อน เพราะเป็นคำที่ใช้กันมานานไม่ต่ำกว่า 30 ปีแล้ว โดยคณะกรรมการบริษัทจดทะเบียน จะต้องมีกรรมการอิสระจำนวนไม่ต่ำกว่า 1 ใน 3 ของคณะกรรมการทั้งหมด หรืออย่างน้อย 3 คน

เมื่อ 30 กว่าปีมาแล้ว ข้อกำหนดสมัยนั้น ให้บริษัทจดทะเบียนมีกรรมการอิสระเพียง 2 คน เพื่อมาดูแลผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นรายย่อยเป็นหลัก ต่อมาได้พัฒนาแนวคิดให้มีอย่างน้อย 1 ใน 3 และไม่ต่ำกว่า 3 คน เพื่อดูแลผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นทุกราย

ผู้ที่เป็นกรรมการอิสระนั้น จะต้องมีคุณสมบัติที่เหมาะสม เช่น ถือหุ้นไม่เกิน 1% ในบริษัท ไม่เป็นกรรมการที่เป็นผู้บริหาร ไม่เป็นที่ปรึกษาที่มีส่วนได้เสีย และไม่มีความสัมพันธ์ทางสายโลหิตหรือทางทะเบียนสมรสกับผู้บริหารหรือผู้ถือหุ้นรายใหญ่ เป็นต้น

แต่ไม่ว่าจะเขียนคุณสมบัติไว้เช่นใด คำถามที่ถูกถามมา ตั้งแต่แรกเริ่มเลย ก็คือ กรรมการอิสระทั้งหลาย ของบริษัทจดทะเบียนนั้น อิสระจริงหรือ?

เพราะโดยทั่วไป ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท ก็เป็นผู้เลือกคนเหล่านี้เข้ามา หรือถ้าพูดแบบกำปั้นทุบดินก็คือ คงไม่มีผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทใดหรอก ที่จะเลือกคนที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนเลย หรือไม่มีคนที่ตนเองไว้วางใจ แนะนำเข้ามา… ให้มาเป็นกรรมการอิสระ

เมื่อผู้ถือหุ้นต้องเป็นผู้โหวตเลือกกรรมการ ถ้าผู้ถือหุ้นใหญ่ไม่โหวตให้ ก็คงไม่มีใครผ่านเข้ามาเป็นกรรมการอิสระได้ เมื่อกฏเกณฑ์เป็นเช่นนั้น จึงต้องถือว่ากรรมการอิสระ ก็เข้ามาโดยความเห็นชอบของผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ ซึ่งตรงนี้ปฏิเสธไม่ได้

แต่เมื่อเข้ามาเป็นกรรมการอิสระแล้ว จะเป็นอิสระจริงหรือไม่ ก็ต้องดูที่พฤติกรรม 

ส่วน “นักวิชาการอิสระ” ก็มักจะหมายถึงบุคลากรที่เป็นนักคิด นักวิจัย หรือนักวิชาการ ที่ต้องการสื่อว่าตนเองไม่มีสังกัดมหาวิทยาลัยใดหรือสถาบันใด และความคิดเห็นที่นำเสนอเป็นความคิดเห็นที่เป็นกลาง ไม่ถูกโน้มน้าวโดยใคร

สำหรับ “สื่ออิสระ”หรือ “นักข่าวอิสระ” ก็คงไม่แตกต่างกัน ที่นำคำว่าอิสระมาต่อท้าย เพื่อสะท้อนว่าข่าวสารที่นำเสนอ ไม่ถูกโน้มน้าวโดยใคร ให้เอนเอียงไปในทิศทางใด

ส่วน กรณี ป.ป.ช. หรือ กกต. นั้น เมื่อมีสถานะเป็น “องค์กรอิสระ” สังคมก็ย่อมคาดหวังไปในแนวทางเดียวกัน คือการพิจารณาตัดสินเรื่องใดๆ จะต้องไม่ถูกโน้มน้าว หรือครอบงำ โดยบุคคลหรือสถาบันใด

แต่สื่อและกระแสสังคมปัจจุบัน กลับวิพากวิจารณ์ว่า การพิจารณาตัดสินกรณีสำคัญต่างๆที่สังคมสนใจ โดยองค์กรเหล่านี้ บางครั้งชักช้า บางครั้งไม่เป็นเหตุผลเท่าที่ควร

ผมจับประเด็นได้ว่า สังคมมองเรื่อง “ที่มา” ของผู้ที่เป็นกรรมการขององค์กรอิสระ ว่ามีที่มาจากการเมือง และตีความว่าการพิจารณากรณีใดๆ มีส่วนถูกโน้มน้าวโดยการเมือง ดังนั้นจึง ไม่อิสระจริง…

ซึ่งประเด็นนี้ ก็กำลังอยู่ในกระบวนการถูกตรวจสอบอย่างจริงจัง ทั้งคุณและผม ใจจดใจจ่อรอฟังผลการตรวจสอบ และอยากทราบโดยเร็วว่าจริงหรือไม่ เพราะเราจะปล่อยให้ องค์กรอิสระของประเทศชาติ เป็นเช่นนั้นไม่ได้

ในระหว่างรอผลการตรวจสอบ ผมคิดว่าเราคงต้องแยก 2 เรื่อง ออกจากกันครับ เรื่องแรกคือ “ที่มา” ของบุคคลที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง เช่น กรรมการอิสระของบริษัทจดทะเบียน หรือกรรมการขององค์กรอิสระ

เรื่องที่สองคือ “การทำหน้าที่” ของบุคคลที่ได้รับตำแหน่ง ซึ่งควรจะอิสระจากผู้ที่แต่งตั้ง

เรื่อง “ที่มา” นั้น หลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ เพราะเป็นไปตามกติกา แต่ที่หลีกเลี่ยงได้ก็คือ การทำหน้าที่อย่างอิสระ และปฏิบัติตามหลักวิชาชีพอย่างสุจริต ไม่ยอมถูกโน้มน้าวหรือครอบงำ โดยผู้ที่แต่งตั้งตนขึ้นมา

สุภาษิตไทยกล่าวว่า “ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน” ดังนั้นคนที่กาลเวลาได้พิสูจน์มาแล้วว่าเป็นคนดี มีความสามารถ จนได้รับการแต่งตั้ง ให้เป็นกรรมการอิสระ คนแบบนี้ต่อให้ใครเป็นผู้แต่งตั้งเข้ามา ก็ต้องไม่มีผลต่อการตัดสินใจ

ผมกำลังบอกว่า กรรมการอิสระทุกคน เลือกไม่ได้ ที่จะต้องมี “ที่มา” เพราะกติกาเป็นเช่นนั้น แต่ที่สำคัญกว่า และ เลือกได้ ก็คือ... “ที่ไป” ครับ

หากปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อตรง ยึดถือความถูกต้องชอบธรรมเป็นหลัก เมื่อถึงคราวสิ้นสุดภารกิจ “ที่ไป” ก็คือการเดินออกไปจากอย่างสง่างาม เป็นที่ชื่นชม และได้รับความเคารพนับถือของคนในสังคม

ในทางกลับกัน ถ้าปล่อยให้ “ที่มา” กลายเป็นผู้มีส่วนกำหนดการตัดสินใจ อย่างไม่ชอบธรรม จนค้านสายตาคนในสังคม แบบนี้ “ที่ไป” ก็จะต่างกัน

เพราะถึงแม้ “ที่มา” จะทำให้ได้รับสถานภาพอย่างถูกต้องตามกติกา แต่ “ที่ไป” อาจหมายถึงการสูญเสียเกียรติยศชื่อเสียง ที่อุตส่าห์สั่งสมมานานปี ก็ได้

ซึ่งไม่คุ้มกันเลยนะครับ