จากข่าวที่มีเป็นระยะ หรือคนรอบตัวของหลายคนอาจเคยมีประสบการณ์ศรัทธาจนถึงงมงาย กับอาจารย์หรือผู้นำความเชื่อที่มีทั้ง (คล้าย) พระ หรือฆราวาส ผู้ศรัทธามีทั้งหลงเชื่อเพราะอยาก “บรรลุ” คิดว่าได้เจอทางจริง ทางลัด บางคนเชื่อเพราะอยากแก้กรรม อยากให้อนาคตเป็นเหมือนคำทำนาย จนต้องพบกับการเสียทรัพย์ หรือเสียสิ่งอื่น ๆ ตามมา
เชื่อไหมครับว่ากรณีเหล่านี้มีมาตลอด ตั้งแต่สมัยพุทธกาลจนถึงปัจจุบัน และก็จะมีลักษณะคล้าย ๆ กัน ที่สรุปได้เป็นเช็คลิสต์ 7 ข้อดังนี้ครับ
1. เงินไหลออก ไม่ไหลกลับสาธารณะ
เงินไหลออกจากกลุ่มผู้ศรัทธาหรือสมาชิก ให้บริจาคซ้ำๆ ด้วยเหตุผลที่เรียกว่า “บุญ” ทั้งการเรี่ยไรส่วนตัวหรือเป็นหมู่ แต่ไม่เห็นการแปลงเงินเหล่านั้นกลับมาเป็นสาธารณประโยชน์ (เช่น บริการ สิ่งของ อาหารคนยากไร้) อย่างได้สัดส่วน มีบัญชีโปร่งใสให้ตรวจสอบ ขณะที่ผู้นำมีรถหรู ของฟุ่มเฟือยเกินฐานะนักบวช ขัดกับหลัก “สัมมาอาชีวะ” ในมรรค 8 (ธัมมจักกัปปวัตนสูตร สังยุตตนิกาย) และ นิสสัย 4 (พระวินัยปิฎก มหาวรรค) ที่พระสงฆ์ต้องดำรงชีพด้วยปัจจัย 4 พอเหมาะ ไม่สะสมความมั่งคั่งส่วนตัว ที่สำคัญคือการให้ทานด้วยสิ่งของเป็นเพียง 0.5 ใน 10 ส่วนของบุญกิริยาวัตถุ โดยทานยังแบ่งเป็นอามิสทานและธรรมทานอีกด้วย จึงไม่ควรให้น้ำหนักกับการทำบุญด้วยเงินมากเกินสัดส่วน
2. ใช้คลิปผู้ศรัทธามาประชาสัมพันธ์ แล้วไม่ยอมลบเมื่อร้องขอ
เมื่อสมาชิกขอถอนตัวจากการร่วมกิจกรรม พร้อมขอให้ลบคลิปที่มีหน้าหรือเสียงของตนจากการร่วมกิจกรรมในอดีต กลับถูกปฏิเสธ ซึ่งขัดหลัก “เมตตา” ใน พรหมวิหาร 4 (เมตตสูตร ขุททกนิกาย) คือการเคารพผู้อื่น การที่กลุ่มกลับละเมิดสิทธิ์คนที่เคยศรัทธาในตน คือความขัดแย้งในตัวเองที่ตอบไม่ได้ นอกจากนี้ยังเข้าข่ายละเมิดกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) อีกด้วย
3. ห้ามสงสัย ห้ามฟังคนนอก ห้ามออก
คำสอนของพระพุทธเจ้ามีคุณสมบัติ “เอหิปัสสิโก” คือเชิญมาร่วมตรวจสอบได้ (ธรรมคุณ 6 ในธชัคคสูตร สังยุตตนิกาย; สอดคล้องกาลามสูตร) ในขณะที่กลุ่มไม่ใช่พุทธจะทำตรงข้าม คือสร้าง “Information Lockdown” ห้ามอ่านคำสอนสายอื่น ห้ามฟังคนนอกกลุ่ม หรือใช้คำว่า “คนที่ยังไม่เข้าใจ” และสร้างความกลัวว่าหากออกจากกลุ่ม จะตกนรก จะเจอวิบากกรรม-Steven Hassan นักวิจัยกลุ่มลัทธิระดับโลก ได้ให้เทคนิคไว้เพื่อทดสอบโดยการแจ้งกับกลุ่มว่า “ขอหยุดเข้าร่วมกิจกรรมสัก 1 เดือนเพื่อไตร่ตรอง” หากโดนกดดัน แปลว่าคุณกำลังอยู่ในลัทธิประเภทนี้
4. ทำให้สมาธิล้า หรือทำพิธีลับ
สัมมาสมาธิ คือสมาธิที่ “รู้ตัวทั่วพร้อม” มีสติกำกับตลอด (มหาสติปัฏฐานสูตร ทีฆนิกาย และ อานาปานสติสูตร มัชฌิมนิกาย) กลุ่มไม่ใช่พุทธมักบังคับให้ทำสมาธิในรูปแบบต่าง ๆ นานจนสมองล้า แล้วป้อนคำสอนบิดเบือนในสภาวะดังกล่าว บางกลุ่มสอนกสิณกับเด็กจนเห็นภาพหลอน หรือทำ “พิธีลับ” เรียกเข้าห้องส่วนตัวลำพังแล้วทำการล่วงละเมิดเหยื่อ ยกให้เหยื่อรู้สึกพิเศษ เช่น “คุณเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ได้ใกล้ชิด” โดยอ้างเป็น “พิธี/วิธีนอกตำรา” เพื่อหลบการเทียบกับพระไตรปิฎก-พุทธจริงไม่มีพิธีกรรมใดที่ทำต่อหน้าสาธารณะหรือครอบครัวคุณไม่ได้ หลังการทำกิจกรรมใดแล้วรู้สึก อ่อนล้า ขาดสติ ตัดสินใจเองไม่ได้ หรือถูกขอให้ทำสิ่งที่ผิดธรรมชาติ นั่นไม่ใช่สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสอน
5. ให้ทิ้งพระไตรปิฎก
พุทธแท้มี Source Code คือ พระไตรปิฎก และพระพุทธเจ้าทรงให้เกณฑ์ตรวจสอบใน มหาปเทส 4 (ทีฆนิกาย มหาปรินิพพานสูตร) ว่าทุกคำที่อ้างเป็นคำสอน ต้องเทียบสอบกับพระสูตรและพระวินัย แต่กลุ่มไม่ใช่พุทธจะ ทำลายฐานอ้างอิงเดิม ห้ามอ้างถึง ขันธ์ 5 หรือ อริยสัจ 4 กล่าวหาคำสอนเดิมว่าผิดเพี้ยน และทำให้ “ไม่เหลือไม้บรรทัด” อื่นนอกจากคำของตน
6. ปฏิเสธกฎแห่งกรรม
หัวใจพุทธคือ “กัมมัสสกตา” (จูฬกัมมวิภังคสูตร มัชฌิมนิกาย) แต่ละคนเป็นเจ้าของกรรมของตน ลบล้างไม่ได้ รับแทนกันไม่ได้ แม้จะเลี่ยงไม่รับกรรมวันนี้ วันหนึ่งก็ต้องรับอยู่ดี และ “อัตตา หิ อัตตโน นาโถ” (ธรรมบท คาถา 160) คือตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ถ้าใครล้างกรรมแทนคนอื่นได้จริง พระพุทธเจ้าคงไม่สอนให้ปฏิบัติด้วยตนเองมาตลอด 45 พรรษา การอ้างอำนาจเหนือกรรม จึงไม่ใช่ “เก่งกว่า” แต่ “ขัดกับสัจธรรมพื้นฐาน” ทั้งหมด
7. อ้างคุณวิเศษเหนือพระพุทธเจ้า
อันตรายที่สุดคือ “อวดอุตตริมนุสสธรรม” อ้างคุณวิเศษที่ไม่มีจริงในตน (พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ ปาราชิกกัณฑ์ สิกขาบทที่ 4) เช่น อ้างตนเป็นพระศรีอริยเมตไตรย อ้างว่าเมตตามากกว่าพระพุทธเจ้า อ้างตนเป็นอรหันต์ หรือการันตีว่าผู้ใดทำตามตนแล้ว “บรรลุแน่นอน” หากทำเช่นนี้ต้องอาบัติปาราชิก ขาดจากความเป็นพระทันที
หลายคนแม้มีความรู้หรือประสบการณ์ระดับใดก็อาจพลาดตกเป็นเหยื่อกลุ่มเหล่านี้ได้ทั้งนั้น โดยเฉพาะในจังหวะชีวิตเปราะบาง เช่น กำลังเผชิญกับความสูญเสีย หรือเจ็บป่วย เพราะ “Cognitive Bias” กำลังทำงานอยู่ ทั้ง “Social Proof” ด้วยการใช้คนหมู่มาก และ “Authority Bias” จากการคิดว่าผู้นำเป็นพระ
พระพุทธเจ้าทรงให้หลักกาลามสูตร (อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต เกสปุตติยสูตร) “อย่าเชื่อเพียงเพราะ...” ไว้กว่า 2,500 ปี พุทธจริงจะมี Audit Trail ที่ตรวจสอบได้เสมอ เมื่อเรา DD โปรเจคต่าง ๆ อยู่ตลอด แล้วศรัทธาที่เกี่ยวข้องกับคุณค่าและทิศทางชีวิต ทำไมจึงไม่ใช้เทคนิคเดียวกันนี้ จริงไหมครับ

