ก่อนที่ Trump จะออกเดินทางสู่ปักกิ่ง ผมเขียนบทความวิเคราะห์ว่าการพบกันครั้งนี้จะมีดีลสามแบบ คือดีลการค้าแบบสุภาพบุรุษ ดีลแลกเปลี่ยนด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และดีลลับเรื่องเทคโนโลยี
ในตอนนี้ ทั่วทั้งตลาดกำลังวิเคราะห์และประเมินผลของดีลที่เกิดขึ้นอยู่ แต่สำหรับนักลงทุนไทย ผมมองว่าเรื่องที่ต้องรู้ให้ทันมากที่สุดกลับเป็นผลของดีลที่ไม่เกิด เพราะอาจสำคัญกว่าดีลที่สหรัฐและจีนได้จากการพบกันที่ปักกิ่งรอบนี้เสียอีก
ผมวิเคราะห์จากดีลที่เห็นชัดที่สุดก่อนคือเรื่องการค้าที่ผมเรียกว่าดีลสุภาพบุรุษ ครั้งนี้สุภาพเกินไปและต่ำคาดไปมาก
ดีลที่ใหญ่ที่สุด คือคำสั่งซื้อเครื่องบิน Boeing 200 ลำ น้อยกว่าคำสั่งซื้อ 300 ลำในปี 2017 เสียอีก ขณะที่ดีลสินค้าเกษตรก็มีแค่แถลงการณ์กว้างๆ โดยไม่มีตัวเลขผูกพันและไม่มีการลงนามสัญญาจริง สรุปว่าการค้าเป็นดีลที่ทั้งสองประเทศระมัดระวังตัวสูงมาก จนมีดีลแต่เหมือนไม่มีดีล
ต่อมาคือดีลแลกเปลี่ยน ที่ผมเคยคาดว่าอาจมีการแลกไต้หวันกับอิหร่านแต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือสหรัฐกดดันไต้หวันฝ่ายเดียว โดยไม่ได้รับอะไรกลับมา
แม้ก่อนการประชุมจะจบลง จีนออกแถลงการณ์เรื่องอิหร่านว่า “ความขัดแย้งในตะวันออกกลางไม่ควรเกิดขึ้น ไม่มีเหตุผลที่จะดำเนินต่อไป” แต่นั่นไม่ถือเป็นความชัดเจน เพราะจีนไม่มีคำสัญญาใดๆ ในการกดดันอิหร่านให้เปิดช่องแคบ Hormuz
ในทางกลับกัน สิ่งที่ชัดเจนกลายเป็นสัญญาณจากฝั่งสหรัฐ ที่กดดันไต้หวัน ไม่ว่าจะเป็นการที่ Trump พูดถึงความจำเป็นที่ไต้หวันต้องจ่ายค่าคุ้มครองเพิ่มขึ้น หรือนัยยะว่าการขายอาวุธให้ไต้หวันอาจถูกพิจารณาใหม่ กลายเป็นจีนที่ได้ดีลอย่างไม่เสียอะไร
ดีลลับ คือสิ่งที่ไม่เกิดขึ้น แต่กลับเป็นความชัดเจนว่า Tech War ระหว่างสหรัฐและจีน ดำเนินมาถึงจุดที่ไม่สามารถย้อนกลับได้แล้ว
นักลงทุนทั่วโลกและผมเคยแอบหวังว่าจะมีดีลด้านการซื้อขาย Chip ขั้นสูงเกิดขึ้น
แต่สุดท้าย ดีลไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะแม้จะมีการผ่อนคลาย Export Controls ให้จีนซื้อ Chip จากสหรัฐได้ แต่เป็นรัฐบาลจีนเองที่กลับลำ สั่งให้บริษัทจีนไม่รับ Chip จากสหรัฐ ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง พร้อมกับที่ทางการต้องการสร้าง AI Supply Chain ของจีนให้ได้เร็วที่สุด
ผมมองว่านี่คือการยืนยันการเปลี่ยนแปลงแนวคิดเชิงโครงสร้างที่สำคัญมาก เพราะในด้านเทคนิค ประสิทธิภาพของ Chip จากจีนไม่มีทางที่จะทำได้ใกล้เคียง Chip ของสหรัฐฯ แต่จีนกลับตัดสินใจไม่ทำดีล ตอกย้ำว่า Tech Independent ระหว่างสองประเทศ จะต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
มองไปข้างหน้า ผลของ No-Deal Tech War ครั้งนี้ จะยิ่งก่อให้เกิดการแข่งขันที่เข้มข้น และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างครั้งใหญ่ของการลงทุนในอุตสาหกรรม Chip โลก
ผมเชื่อว่าการตีความดีลที่สำคัญที่สุดสำหรับนักลงทุนไทย คือการยอมรับว่าโลก กำลังแยกออกเป็นสองขั้วถาวร แต่ละตลาดมีโอกาสและความเสี่ยงที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
ไต้หวันคือตลาดที่ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นมากที่สุด
ฝั่งจีนกำลังพยายามลดการพึ่งพา Chip นอกประเทศรวมถึงไต้หวัน ส่วนสหรัฐฯ ก็ไม่ได้มีเป้าหมายในการช่วยปกป้องไต้หวันอย่างจริงจัง ในขณะเดียวกันก็มีความตั้งใจที่จะให้การผลิตชิปขั้นสูงย้ายไปผลิตในฝั่งสหรัฐฯ
ส่วนตลาดในประเทศไต้หวันกำลังเผชิญกับความเสี่ยง Concentration risk เพราะ TSMC คิดเป็นกว่า 40% ของตลาด การเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยของนโยบายชิปโลก อาจกลายเป็นแรงกระแทกมหาศาลกับตลาดหุ้นอย่างไม่ต้องสงสัย
หุ้น Tech ในจีนและสหรัฐอยู่ในกลุ่มเสี่ยงรองลงมาด้วยเหตุผลที่ต่างกัน
สำหรับสหรัฐแม้จะเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีที่ทิ้งห่างประเทศอื่นมาก แต่ก็แลกมาด้วยงบการลงทุนที่สูงผิดปรกติ และ Valuation ที่แบกความคาดหวังไว้เต็มที่ ความเสี่ยงที่ต้องระวังมากที่สุด คือการมีคู่แข่งประสิทธิภาพใกล้เคียงเกิดขึ้น บนต้นทุนที่ถูกกว่า
ขณะที่ฝั่งจีน ความเสี่ยงสูงสุดมาจาก Execution Risk หรือการลงมือทำจริง ว่าจะสามารถพัฒนาเทคโนโลยีให้เร็วทัดเทียมทั่วโลกได้ด้วยตัวเองหรือไม่ หรือจะต้องใช้เวลานานแค่ไหน เพราะถ้าช้า และไม่น่าเชื่อถือ อาจกลายเป็นผลผลิตส่วนเกินคุณภาพต่ำที่ไม่คุ้มค่าการลงทุนในที่สุด
ญี่ปุ่นและเกาหลีคือตลาดที่ผมมองว่ามีโอกาสดีที่สุดในสถานการณ์นี้
ทั้งสองประเทศคือ Tech ที่ไม่เลือกข้าง ฝั่งญี่ปุ่นมี Value Chain ที่ทั่วโลกต้องพึ่งพาหลายอย่าง ทำให้สามารถเกาะกระแสการแข่งขันไปได้ แม้จะไม่ได้เป็นผู้นำด้านสินค้า หรือบริการ AI โดยตรง
ส่วนเกาหลี คือตลาดที่ได้รับแรงหนุนจากวัฏจักรการลงทุนของ AI มากที่สุด ด้วยการมีสองบริษัทใหญ่ด้าน Memory อย่าง Samsung และ SK Hynix ที่เริ่มต้นด้วยระดับ Valuation ไม่แพง เมื่อกำไรเร่งตัวราคาหุ้นก็ปรับตัวขึ้นได้เร็ว
โดยสรุป ผมเชื่อว่าดีลที่แท้จริงของปักกิ่ง 2026 คือการยืนยันว่าโลกแบ่งขั้วถาวร และใน Tech War กลยุทธ์ที่ดีที่สุดคือการกระจายการลงทุนให้ได้มากที่สุด และไม่เลือกข้างให้ได้นานที่สุดครับ

