สวัสดีครับ
เมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา ไม่มีงานไหนจะเป็นที่จับตาเกินไปกว่าเวทีประชุมระหว่าง นายกรัฐมนตรี กับ 34 เจ้าสัวหรือซีอีโอบริษัทเอกชนใหญ่ เพื่อระดมสมองฟื้นเศรษฐกิจ พร้อมเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันธุรกิจไทย และหนึ่งในข้อเสนอของเอกชนคือ การลงทุนพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อช่วยต่อยอดอุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูล (Data Center) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสองอุตสาหกรรมที่คาดหมายกันว่าจะเป็น “Next Big Thing” หรือธุรกิจแห่งอนาคตของบ้านเรา อีกอุตสาหกรรมคือ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อันได้รับแรงเกื้อหนุนจาก AI เช่นกัน
จากแนวโน้มการเติบโตของ AI การเก็บข้อมูลผ่านระบบคลาวด์ (Cloud Computing) และบริการดิจิทัลที่รุดหน้าอย่างต่อเนื่อง ความต้องการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลจึงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ประเทศไทยจึงมีโอกาสในการเป็น “Digital Hub” ของภูมิภาคผ่านการดึงดูดการจัดตั้งศูนย์ข้อมูล เมื่อไม่นานมานี้ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้อนุมัติโครงการใหญ่เพิ่มอีก 6 โครงการ มูลค่าการลงทุนรวมกว่า 950,000 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวกับ Data Center หนึ่งในนั้นมีโครงการของ TikTok แพลตฟอร์มชื่อดังยอดนิยมของคนไทยรวมอยู่ด้วย
ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้ากำลังเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนจากยอดจดทะเบียนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ไตรมาสที่ 1 ปี 2026 เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 125 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นนี้ไม่เพียงแต่ฉายภาพให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณของการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมยานยนต์จากการใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน (Internal Combustion Engine : ICE) ไปเป็นพลังงานไฟฟ้า
คำถามสำคัญที่ตามมาคือเราจะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของไทยให้ทันรับโอกาสนี้อย่างไร ประเทศไทยถือว่ามีจุดเด่นที่เอื้อต่อการตั้งศูนย์ข้อมูลในหลายด้าน อาทิ เครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ระบบ 5G ที่ครอบคลุม ระบบไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพ หรือจุดแข็งด้านภูมิศาสตร์ที่สามารถเชื่อมโยงประเทศในกลุ่มอาเซียน รวมถึงแรงหนุนด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าจากนโยบายภาครัฐ เริ่มตั้งแต่นโยบาย 30@30 ต่อเนื่องมาจนถึงมาตรการ EV3.0 ถึง EV3.5 ผนวกกับการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะสถานีชาร์จอย่างต่อเนื่องจากภาคเอกชนเพื่อรองรับจำนวนผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น กระนั้นยังคงมีข้อกังวลเรื่องความมั่นคงด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมที่ไม่ควรมองข้าม
ประเด็นด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมที่ว่านี้ จัดได้ว่าเป็น “ต้นทุนที่มองไม่เห็น” แต่มีผลกระทบในระยะยาว เมื่อไม่นานมานี้มีรายงาน Global Energy Review ของทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าทั่วโลกในปี 2568 ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 โดยได้รับแรงขับเคลื่อนสำคัญจากอุตสาหกรรมรถ EV และศูนย์ข้อมูล โดยหากดูเป็นรายอุตสาหกรรม มีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจากเดิมถึง ร้อยละ 38 และร้อยละ 17 ตามลำดับ สะท้อนว่ายิ่งอุตสาหกรรมเหล่านี้เติบโตมากขึ้นเท่าใด ความพร้อมด้าน Energy Supply ภายในประเทศยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ยังมีการศึกษาของคณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ชี้ให้เห็นประเด็นชวนคิดว่าศูนย์ข้อมูลที่รองรับ AI อาจก่อให้เกิด “เกาะความร้อน (Heat Island)” อันทำให้อุณหภูมิในพื้นที่รัศมี 10 กิโลเมตรเพิ่มขึ้นได้สูงสุดถึง 9 องศาเซลเซียส นอกจากนี้ยังได้คาดว่าจำนวนศูนย์ข้อมูลจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าระหว่างปี 2025 ถึง 2030 อาจทำให้ความร้อนในพื้นที่ที่ศูนย์ข้อมูลตั้งอยู่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง เมื่อไปผนวกกับประเด็นอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นเรื่อยๆ เช่นนี้ เราจึงต้องเร่งปรับกลยุทธ์ให้สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของประเทศไทย เพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 ตามกรอบเป้าหมายที่วางไว้
ดังนั้น ความท้าทายของประเทศไทยจึงไม่ได้อยู่ที่จะดึงดูดการลงทุนได้หรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าจะ “ต่อยอด” จากการลงทุนนี้อย่างไรเพื่อให้เติบโตอย่างยั่งยืนและไม่สร้างภาระในอนาคต ซึ่งเป็นหน้าที่ของทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงภาคการธนาคารที่ต้องบูรณาการความร่วมมือให้เกิดผลลัพธ์ที่ยั่งยืน โดยภาครัฐจะเดินหน้าทำหน้าที่เป็น “ผู้ออกแบบระบบ” ผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน โดยเฉพาะพลังงานสะอาดและการยกระดับโครงข่ายไฟฟ้าให้รองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากศูนย์ข้อมูลและการใช้รถ EV ควบคู่กับการมีนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมหรือการใช้สัดส่วนวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนภายในประเทศ (Local Content) เพื่อสนับสนุนการใช้ห่วงโซ่อุปทานในประเทศ รวมถึงแนวทางการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง
ขณะที่ภาคเอกชนต้องเร่งยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม สังคมและธรรมาภิบาล ให้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ทางธุรกิจ พร้อมกำหนดแผนเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition Plan) อย่างเข้มข้น นอกจากนี้ ภาคการธนาคารยังต้องยกระดับบทบาทจากเดิมที่เป็นผู้อำนวยสินเชื่อไปสู่ “ผู้กำหนดทิศทางเงินทุน” ผ่านการใช้เครื่องมือทางการเงินเพื่อความยั่งยืน พร้อมเป็นที่ปรึกษาที่ออกแบบแผนการเงินเพื่อความยั่งยืนให้สอดคล้องกับบริบทของลูกค้าแต่ละกลุ่ม เพื่อสนับสนุนลูกค้าเปลี่ยนผ่านไปยังแนวปฏิบัติที่ยั่งยืน
ทั้งศูนย์ข้อมูลและยานยนต์ไฟฟ้า เป็นสองตัวอย่างของอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า ทั้งนี้ ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้จริงต้องอาศัยทั้งเวลา ความต่อเนื่องของนโยบาย และการทำงานร่วมกันอย่างสอดประสานของทุกภาคส่วน หากประเทศไทยสามารถสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม และการดูแลสิ่งแวดล้อมได้ จะถือเป็นการวางรากฐานที่มั่นคงให้กับเศรษฐกิจไทยและจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในภายภาคหน้าครับ

