วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม 2569

Login
Login

เรื่องของดวงและโชคชะตาในการลงทุน

เรื่องของดวงและโชคชะตาในการลงทุน

ตั้งแต่เด็กจนถึงวันสุดท้ายก่อนที่ผมจะ “รวยและประสบความสำเร็จในชีวิต” ผมเป็นคนที่ไม่เชื่อเรื่องศาสตร์ลี้ลับ ดวงหรือโชคชะตาในแง่ที่ว่า มันเป็นตัวกำหนดว่าเราจะประสบความสำเร็จ ร่ำรวย และมีความสุขโดยที่เราไม่ต้องทำอะไรและ “ไม่ต้องมีเหตุผล” อย่างคนที่เชื่อในเรื่องเหล่านี้จำนวนมากในประเทศไทย

แต่หลังจากนั้น ตอนที่อายุเกือบจะ 60 ปีแล้ว ผมก็เริ่มศึกษาและคิดทบทวนว่า ดวงหรือโชคชะตานั้น มันไม่ได้มีผลอะไรกับชีวิตและความสำเร็จของเราจริง ๆ หรือเปล่า? ที่ผมรวยและประสบความสำเร็จในเรื่องของการลงทุนนั้น เป็นเรื่องของความสามารถ การทำงานหนัก การมีวินัย เหนือกว่าคนอื่น ๆ เท่านั้นหรือ ไม่มีเรื่องของโชคหรือดวงเข้ามาเกี่ยวข้องแน่หรือ?

คำตอบของผมแบบ “ไม่ลำเอียง” ก็คือ ผมมีความสามารถในการวิเคราะห์และเลือกหุ้นระดับดีถึงดีมากแต่ก็ไม่ใช่ระดับท็อป เหตุผลส่วนหนึ่งก็คือ ผมไม่ได้ทำงานหนักเท่าที่ควร ช่วงที่เริ่มต้นชีวิตการลงทุนแบบ VI ใหม่ ๆ ยังทำงานประจำเต็มเวลาที่ค่อนข้างหนัก ใช้เวลาในการศึกษาหุ้นน้อย สิ่งที่น่าจะโดดเด่นจริง ๆ คงเป็นเรื่องของ “วินัย” ในการลงทุนที่ค่อนข้างจะมั่นคง เหตุผลก็เพราะผมเชื่อในหลักการแบบ “VI” มากกว่าคนอื่น โดยรวมแล้วถ้าให้คะแนนความเก่งและการเลือกหุ้น ผมอาจจะอยู่ในระดับ B+ หรือ A-

ความสำเร็จของผมส่วนใหญ่น่าจะมาจาก “โชคดี” ในแง่ที่ว่า ปี 2540 เกิดวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ซึ่งทำให้บริษัทขนาดใหญ่จำนวนมากโดยเฉพาะที่เป็นสถาบันการเงิน “ล่มสลาย” ซึ่งทำให้ดัชนีตลาดหุ้นที่เป็นตัวแทนของบริษัทเหล่านั้น ตกลงมาอย่างหนักระดับ 90% จากจุดสูงสุด และก็ทำให้ผมที่เป็นผู้บริหารคนหนึ่งของบริษัทหลักทรัพย์ขนาดใหญ่ “ตกงาน” และไม่รู้ว่าจะหางานใหม่ที่ดีเท่าเดิมได้อย่างไร

“โชคดี” อีกอย่างหนึ่งก็คือ ผมเรียนจบปริญญาเอกทางด้าน “การลงทุน” และได้ “บริหารพอร์ตหุ้นของบริษัท” หรือที่เรียกว่า “Prop Fund” ก่อนหน้านั้นประมาณ 2-3 ปี อยู่แล้ว และกลยุทธ์ที่ใช้ก็รวมถึงการวิเคราะห์หุ้นด้วย “ปัจจัยพื้นฐาน” ซึ่งเป็น “รากฐาน” ส่วนหนึ่งของ “การลงทุนแบบ VI” ที่กำลังโด่งดังในอเมริกานำโดย “วอเร็น บัฟเฟตต์” ที่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นคนที่รวยที่สุดในอเมริกา แต่เมืองไทยยังไม่มีใครรู้จัก ว่าที่จริงคนไทยแทบจะ “เลิกเล่นหุ้น” ไปหมดแล้ว

โชคร้ายที่ต้องตกงานทำให้ผมต้อง “หาทางรอดของชีวิต” และจากการวิเคราะห์ผมพบว่าการลงทุนในหุ้นที่ในยามนั้นยังมีหุ้นที่พื้นฐานทางธุรกิจดีมาก แต่ราคาตกต่ำลงมาจนทำให้ค่า PE เหลือแค่ 5 เท่า และจ่ายปันผลระดับ 10% หลาย ๆ ตัว ซึ่งต้องถือว่า “โชคดีมาก” ดังนั้น ผมจึงทุ่มเงินทั้งหมดลงในหุ้นประมาณ 10 ตัว โดยอิงกับหลักการสำคัญของ VI แบบบัฟเฟตต์ที่บอกว่า ลงทุนหุ้นให้คิดว่าเป็นการ “ลงทุนในธุรกิจ” อย่าไปคิดว่าซื้อแล้วจะขายเมื่อราคาขึ้นมา ว่าที่จริง ในช่วงนั้น ตลาดหุ้นแทบจะไม่มีสภาพคล่อง ปริมาณซื้อขายวันละแค่ 2-3,000 ล้านบาท ซื้อแล้วอย่าคิดว่าจะขายได้ง่าย ๆ

หลังจากนั้นอีกเช่นกัน เศรษฐกิจทั้งประเทศเงียบเหงา บริษัทเกือบทุกแห่งกำลัง “ปรับโครงสร้าง” ให้พ้นจากการล้มละลาย ผมจึงมีเวลาว่างค่อนข้างมาก และเริ่มเขียนหนังสือและบทความเผยแพร่ความคิดและหลักการลงทุนแบบ VI ซึ่งเป็นการลงทุนแนวใหม่ของประเทศไทย “ตีแตก” น่าจะเป็นหนังสือเล่มแรกที่พูดถึงหลักการแบบ VI เช่นเดียวกับบทความ “โลกในมุมมองของ Value Investor” ที่เสนอมุมมองของคนที่ประกาศตัวว่าเป็น “นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า” ซึ่งยังคงมีการเขียนอย่างต่อเนื่องถึงวันนี้เป็นเวลาเกือบ 30 ปีแล้ว เช่นเดียวกับหนังสือ “ตีแตก” ที่ก็ยังคงพิมพ์ขายอย่างต่อเนื่องมาเกือบ 30 ปีแช่นเดียวกัน

ต้องถือว่าผม “โชคดี” ในฐานะของนักลงทุนที่ “เกิด” ในช่วงเวลาที่ถูกต้อง คือเกิดหลังจากวิกฤติครั้งใหญ่ในตลาดหุ้นที่ทำให้เกิดหุ้นราคาถูกมากมายให้เลือกลงทุน และในวันที่ “เกิด” นั้น ผมพร้อมอย่างยิ่งที่จะเป็น “ผู้นำ” เพราะมีความรู้ที่ฝึกปรือมาเป็นอย่างดี มีเงินออมพอสมควรในขณะที่คนอื่นที่เป็นนักลงทุนนั้น “เจ๊ง” กันแทบหมด ความรู้และความสามารถของผมในวันนั้นในแง่ของการเป็น VI ก็ไม่ได้มากมายอะไร แต่ผมแทบไม่ต้องแข่งกับใคร ดังนั้น ผมได้เปรียบมาก

การเป็น “คนแรก” ทำให้ผมเป็นที่ยอมรับและทำให้สื่อหรือคนที่จัดงานสัมมนาเรื่องการลงทุนเชิญไปพูดบรรยายและให้ความเห็น นั่นทำให้ผมต้องศึกษา เรียนรู้ และกลายเป็นประสบการณ์ที่ทำให้ผมได้เรียนรู้มากขึ้น และนั่นทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “Compounding Effect” คือ “ผลตอบแทนทบต้น” ของความรู้ หรือก็คือ ความรู้เดิมที่มีอยู่ก็จะเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณเหมือนกับเรื่องของเงินหรือการลงทุนที่เพิ่มขึ้นแบบ “ทบต้น” ทุกปี

ทั้งหมดนั้นก็คือเรื่องของ “ดวง” ที่ผมบังเอิญ “โชคดี” ที่ “เกิด” ในเวลาที่ถูกต้อง

วอเร็น บัฟเฟตต์ เองบอกว่า เขา “โชคดี” ที่ “เกิด” ที่อเมริกาและเป็นชายผิวขาว ทำให้เขาประสบความสำเร็จจากการลงทุนสุดยอด เขาอาจจะไม่ได้พูด แต่ผมอยากเติมว่า เขาโชคดีที่เกิดในปี 1930 ที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจและตลาดหุ้นครั้งใหญ่และดัชนีตลาดหุ้นตกลงมาประมาณ 90% และตลาดหุ้นเงียบเหงาจนถึงวันที่เขาโตและเริ่มสนใจในหุ้นและพบกับ เบน เกรแฮม ในปี 1952-53 และเข้ามาลงทุนด้วยตนเองเต็มตัว ซึ่งหลังจากนั้น ตลาดหุ้นก็วิ่งแบบติดจรวด อานิสงค์จากการที่สงครามโลกครั้งที่ 2 จบลงและอเมริกากลายเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก

เรื่องของ “ดวงเกิด” นั้น มีผลต่อความสำเร็จมากมายและได้รับการพิสูจน์ทางสถิติที่โด่งดังและกล่าวถึงในหนังสือชื่อ “Outliers” ของ “Malcolm Gladwell” ที่กล่าวถึงนักกีฬาฮ็อกกี้แคนาดาที่เป็นดารานั้น ส่วนใหญ่มักเกิดใน 3 เดือนแรกของปี คือ มกราคม-มีนาคม และเหตุผลก็คือ คนเหล่านั้น ส่วนใหญ่แล้วก็คือคนที่มาจาก “ทีมเด็ก” ที่ถูกคัดตัวเข้าทีมตอนอายุแค่ 8-9 ขวบ

และคนที่ได้รับการคัดเลือกตอนเด็กนั้น เขาจะนับอายุตามปีปฏิทิน คือถ้าเกิดเดือนมกราคม ก็คือนับว่า 1 ขวบในปีนั้นเท่ากับคนที่เกิดเดือนธันวาคม โดยไม่ดูวันเกิดจริง ผลก็คือ เด็กที่เกิดตอนต้นปีจะได้เปรียบมาก เพราะเด็กอายุ 8 ขวบที่เกิดต้นปีอาจจะแก่กว่าเด็กที่เกิดปลายปีถึง 10 กว่าเปอร์เซ็นต์ ดังนั้น พวกเขาก็มักจะชนะ ได้รับการคัดเลือกเพราะพวกเขาตัวโตกว่า แข็งแรงกว่า และเก่งกว่า

พอได้เข้าทีม พวกเขาก็จะมีโค้ชที่ดี มีโอกาสแข่งขันและมีประสบการณ์มากกว่า สุดท้ายพวกเขาก็เก่งกว่าและก็มีโอกาสพัฒนาและก้าวหน้ากว่า วนเป็นลูปไปเรื่อย ๆ แบบ “ทบต้น” และในที่สุดก็กลายเป็นดาราของนักกีฬาฮ็อกกี้

และนี่ก็คือ คนดวงดีหรือโชคดีที่ “เกิด” ต้นปี และแน่นอนว่าไม่ใช่คนที่เกิดต้นปีจะต้องประสบความสำเร็จหรือชนะเสมอไป แต่พวกเขามีโอกาสมากกว่า และโอกาสนั้น ในช่วงแรกหรือเริ่มต้นอาจจะทำให้พวกเขาได้เปรียบหรือชนะเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความได้เปรียบก็จะ “Compounded” หรือ “ทบต้น” และเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนทิ้งห่างคนที่ “เกิดผิดเวลา”

พูดถึงเรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงเด็กเล็กที่กำลังจะเข้าเรียนโรงเรียนดังของไทยที่คนต้องแข่งขันกันหนักมากเวลาที่จะเข้าตอนเรียนอนุบาลซึ่งรวมถึงหลานผมหลายคน

ประเด็นก็คือ เด็กเล็กเหล่านี้ที่จะสมัครเข้าเรียนจะต้องมีอายุตามเกณฑ์โดยโรงเรียนก็จะนับจากวันที่กำหนดเช่น 31 สิงหาคม เป็นวันตัดอายุ เด็กที่เกิดเดือนกันยายนก็จะได้เปรียบมาก เพราะวันที่เขาจะเข้าเรียนนั้น เขาจะมีอายุจริงคือเกือบ 4 ปี เทียบกับเด็กที่เกิดเดือนกรกฎาคมที่จะมีอายุแค่ 3 ปีเศษ ดังนั้น เวลาไปสอบคัดเลือกเขาก็มีโอกาสแพ้มากกว่าและไม่ได้เข้าเรียน

เมื่อเข้าเรียนแล้ว เนื่องจากมีอายุมากกว่าเพื่อน ก็จะมีความสามารถกว่า ครูก็อาจจะเอาใจใส่มากกว่า มีโอกาสแสดงความสามารถมากกว่า และกระบวนการนั้นวนเป็นลูป ทำให้เด็กเก่งมากขึ้นแบบทวีคูณหรือ “ทบต้น” นี่ก็อาจจะทำให้เด็กที่เกิดเดือนกันยายนได้เปรียบไปตลอดและประสบความสำเร็จมากกว่าเด็กที่เกิดเดือนกรกฎาคมได้

พูดถึงเรื่องที่ใหญ่ขึ้นก็เช่นเรื่องของความก้าวหน้าหรือพัฒนาของประเทศในโลก ผมได้อ่านหนังสือเขียนโดย หลี่ ลู่ นักลงทุน VI ชื่อดัง ศิษย์เอกของชาลี มังเกอร์ ชื่อในหนังสือแปลภาษาไทยคือ “ก่อร่างสร้างจีน” ก็ได้พูดถึงเหตุผลที่ทำไมจีนที่เคยเป็นมหาอำนาจหมายเลขหนึ่งจึงตกอันดับมากในช่วง 200-300 ปีหลัง ขณะที่ประเทศตะวันตกเฉพาะอย่างยิ่งอเมริกากลายเป็นอภิมหาอำนาจโลกแทน และถึงปัจจุบันที่จีนกำลังก้าวขึ้นมาแข่งกับตะวันตกอีกครั้งหนึ่ง ทั้งหมดนั้นก็เป็นเพราะเรื่องของเหตุการณ์หรือช่วงเวลา “กำเนิด” ของประเทศ ซึ่งอย่างของจีนในวันนี้ก็คือ ช่วงที่เติ้งเสี่ยวผิงเปลี่ยนแนวทางของจีนให้หันมาใช้ระบบทุนนิยมเสรีเมื่อ 40 ปีก่อนนั่นเอง

สุดท้าย กลับมาที่เรื่องหุ้น ซึ่งด้วยเวลาที่ผ่านมาถึงวันนี้ ผมคิดว่าการลงทุนในตลาดหุ้นไทย คงยากที่จะประสบความสำเร็จอย่างที่เคยเกิดขึ้นใน “ยุคทองของ VI” ไปแล้ว เพราะเราคงไม่มี “โชคดี” อีก อย่างน้อยในช่วงเร็ว ๆ นี้ อย่างไรก็ตาม ผมเองคิดว่า การลงทุนในตลาดหุ้นเวียตนามสำหรับผมเองนั้น ต้องบอกว่ายังไม่ประสบความสำเร็จ แต่ผมก็ยัง “รอโชค” ที่จะมี “ปีทองของ VI” ในตลาดหุ้นเวียตนามอยู่ ตอนนี้ก็ได้แต่ “ประคองตัว” ไม่ให้ขาดทุนก็พอ