ทั่วโลกจับจ้องตาแทบไม่กะพริบเมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐ เดินทางมาเยือนกรุงปักกิ่ง เป็นการเยือนครั้งแรกของผู้นำสหรัฐในรอบเก้าปี ท่ามกลางสัมพันธ์การค้าระอุแถมด้วยสงครามอิหร่าน
การพบกันระหว่างทรัมป์กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนวานนี้ (14 พ.ค.) จึงถูกถอดรหัสไปทุกเรื่อง โดยเฉพาะดีลธุรกิจที่จะได้ เมื่อทรัมป์ขนเหล่าผู้บริหารบริษัทดังมามากกว่าหนึ่งโหล ดีลที่ประกาศพอจะบ่งบอกความเป็นไประหว่างสองมหาอำนาจได้หลายอย่าง
การพบกันระหว่างทรัมป์กับสี ไม่ใช่เพียงภาพการทูตระหว่างสองมหาอำนาจ แต่สะท้อนการปรับสมดุลของระเบียบเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลกในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนสูง ทั้งสงครามการค้า เทคโนโลยี พลังงาน และความมั่นคงทางห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งประเทศไทยไม่อาจยืนอยู่นอกวงสนทนาดังกล่าวได้ ทรัมป์มีท่าทีแข็งกร้าวกับจีนมาโดยตลอด เปิดฉากสงครามการค้า 1.0 ในปี 2561 เมื่อกลับมาทำเนียบขาวในการดำรงตำแหน่งวาระสอง ก็เรียกเก็บภาษีจีนหนักที่สุด เหมือนต้องการเล่นงานไม่เลิก แต่ภายใต้ท่าทีแข็งกร้าว ทรัมป์กลับประกาศมาโดยตลอดว่า อยากพบสี อยากมาเยือนปักกิ่ง
การมาพบสีสะท้อนความจริงข้อหนึ่งว่า ต่อให้เป็นมหาอำนาจก็อยู่ลำพังมิได้ต้องพึ่งพากันและกัน สหรัฐยังต้องพึ่งพาจีนในฐานะตลาดขนาดใหญ่ ขณะที่จีนเองก็ต้องการรักษาความสัมพันธ์กับอเมริกาเพื่อประคองเศรษฐกิจภายในประเทศ การพบกันครั้งนี้จึงอาจเป็นสัญญาณของการแข่งขันแบบ “ร่วมมือและต่อรอง” มากกว่าการเผชิญหน้าแบบตัดขาด
สำหรับประเทศไทย สิ่งที่ต้องจับตาคือผลกระทบต่อเศรษฐกิจการค้าและการลงทุน ไทยอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ของภูมิภาคอาเซียน และเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับอานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิตออกจากจีนในช่วงสงครามการค้า แต่ขณะเดียวกัน ไทยก็พึ่งพาการค้ากับจีนสูงมาก ทั้งด้านการท่องเที่ยว การส่งออกสินค้าเกษตร และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน หากความสัมพันธ์จีน-สหรัฐผ่อนคลาย ไทยอาจสูญเสียโอกาสบางส่วนจากการเป็น “ทางเลือกแทนจีน” แต่หากความขัดแย้งกลับมารุนแรง ไทยก็อาจเผชิญแรงกดดันให้เลือกข้างมากขึ้นเช่นกัน
อีกหนึ่งประเด็นที่ไม่ควรมองข้ามคือ ความสัมพันธ์ขึ้นๆ ลงๆ ระหว่างสหรัฐภายใต้ทรัมป์กับจีน ยังเป็นบทเรียนเรื่องความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจให้กับไทย มหาอำนาจไม่มีวันเผชิญหน้ากันจนแตกดับไปข้างหนึ่ง อย่างไรเสียพวกเขาต้องยึดผลประโยชน์แห่งชาติของตนเองเป็นที่ตั้ง ถึงเวลาจำเป็นก็ต้องประสานผลประโยชน์ให้ไปด้วยกันได้ การมีจุดแข็งย่อมได้เปรียบในการต่อรอง ไทยก็ต้องสร้างจุดแข็งและมีวิสัยทัศน์ระยะยาวไม่ใช่แค่แก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า และที่สำคัญคือต้องอ่านเกมมหาอำนาจให้ออก อย่าเลือกข้างตามกระแส

