วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม 2569

Login
Login

หุ้นสหรัฐฯขึ้นต่อเนื่อง ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยง

หุ้นสหรัฐฯขึ้นต่อเนื่อง ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยง

ในช่วงเวลาที่โลกยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน โดยเฉพาะความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อและยังมองไม่เห็นจุดจบชัดเจน ผลกระทบที่เห็นได้ชัดที่สุดคือราคาพลังงานที่ยังทรงตัวในระดับสูง หลังโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานบางส่วนได้รับความเสียหาย และอาจต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 2–3 ปีในการฟื้นฟู สิ่งเหล่านี้ทำให้ราคาน้ำมันมีแนวโน้มสูงต่อเนื่อง และกลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อเงินเฟ้อทั่วโลก

เมื่อเงินเฟ้อยังไม่ลดลง ธนาคารกลางหลายประเทศจึงเริ่มส่งสัญญาณกลับมาพิจารณาการขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง แม้ธนาคารกลางสหรัฐฯจะยังเลือกคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับเดิมก็ตาม แต่ภาพรวมคือโลกกำลังอยู่ในภาวะที่ “ดอกเบี้ยสูงนานกว่าคาด” ขณะที่ต้นทุนต่างๆของภาคธุรกิจก็เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งจากราคาพลังงาน ค่าแรง และความเสี่ยงด้านอุปทานที่อาจขาดแคลนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

ผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับภาคธุรกิจเท่านั้น ผู้บริโภคเองก็เริ่มระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น เพราะค่าครองชีพยังอยู่ในระดับสูง 

ขณะที่ภาระดอกเบี้ยยังไม่ได้ลดลงตามที่หลายฝ่ายเคยคาดหวังไว้ก่อนหน้านี้ ภาพรวมจึงสะท้อนว่าเศรษฐกิจโลก รวมถึงเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีความเสี่ยงที่จะเติบโตชะลอลงในระยะถัดไป ซึ่งธนาคารกลางหลายแห่งก็เริ่มทยอยปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจลงแล้ว อย่างไรก็ตาม แม้เศรษฐกิจโลกจะมีความเสี่ยงรอบด้าน แต่ตลาดหุ้นสหรัฐฯกลับยังเดินหน้าทำจุดสูงสุดใหม่ได้ต่อเนื่อง คำตอบสำคัญอยู่ที่ “หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี” โดยเฉพาะบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI และ data center

ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนเริ่มเห็นชัดว่า AI ไม่ใช่เพียงกระแสชั่วคราว แต่กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของเศรษฐกิจโลก บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น NVIDIA, Microsoft, Amazon, Google, Tesla และ Meta ต่างเร่งลงทุนมหาศาลใน AI และ data center ซึ่งการลงทุนเหล่านี้เริ่มสร้างรายได้และกำไรอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้นักลงทุนเชื่อว่า AI สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริง

เมื่อการลงทุนด้าน AI ขยายตัวอย่างรวดเร็ว สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่เท่านั้น แต่แรงกระเพื่อมยังส่งต่อไปยังธุรกิจจำนวนมากในห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด เพราะการพัฒนา AI ต้องใช้ทรัพยากรทั้งด้านฮาร์ดแวร์ พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานในระดับมหาศาล

ตัวอย่างที่เห็นชัดที่สุดคือ “ชิปประมวลผล” ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของระบบ AI โดยเฉพาะ GPU ระดับสูงที่ใช้สำหรับการฝึกโมเดล AI ขนาดใหญ่ ความต้องการชิปเพิ่มขึ้นเร็วกว่ากำลังการผลิตของโลก ทำให้ผู้ผลิตชิปและบริษัทที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ได้รับประโยชน์อย่างมาก ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตหน่วยความจำความเร็วสูงก็กลายเป็นอีกกลุ่มที่ถูกจับตามอง เพราะ AI ต้องใช้หน่วยความจำจำนวนมหาศาลในการประมวลผลข้อมูล

นอกจากตัวชิปแล้ว การเติบโตของ data center ยังทำให้ความต้องการระบบโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นสายสัญญาณความเร็วสูง ระบบระบายความร้อน หม้อแปลงไฟฟ้า ระบบสำรองพลังงาน รวมถึงศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ที่ต้องใช้ไฟฟ้าปริมาณมหาศาล หลายประเทศเริ่มเผชิญข้อจำกัดด้านพลังงาน เพราะ data center รุ่นใหม่ใช้ไฟมากกว่าศูนย์ข้อมูลแบบเดิมหลายเท่าตัว จนทำให้หุ้นในกลุ่มสาธารณูปโภคและพลังงานบางแห่งเริ่มกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง

ในอีกมุมหนึ่ง อุตสาหกรรม AI ยังต้องพึ่งพาแร่หายากและวัตถุดิบเฉพาะทางจำนวนมาก เช่น ทองแดง ลิเทียม และ rare earth ซึ่งใช้ในชิป แบตเตอรี่ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้หลายธุรกิจเริ่มเข้าสู่ภาวะ “คอขวด” เพราะกำลังการผลิตไม่สามารถขยายได้ทันในระยะสั้น บางอุตสาหกรรมต้องใช้เวลาหลายปีในการสร้างโรงงานใหม่หรือเปิดเหมืองใหม่

ด้วยเหตุนี้ นักลงทุนจึงไม่ได้มองเฉพาะบริษัท AI โดยตรงเท่านั้น แต่เริ่มมองลึกลงไปถึงบริษัทที่อยู่เบื้องหลังระบบนิเวศทั้งหมด ตั้งแต่ผู้ผลิตชิป ผู้ผลิตหน่วยความจำ บริษัทโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ไปจนถึงผู้ผลิตวัตถุดิบต้นน้ำ ส่งผลให้ราคาหุ้นของหลายบริษัทในห่วงโซ่นี้ปรับตัวขึ้นแรงตามกระแสการเติบโตของ AI และ data center ในช่วงที่ผ่านมา

ตลาดส่วนใหญ่มองว่า การเติบโตของ AI อาจเป็นธีมการลงทุนระยะยาวที่กินเวลานานถึง 10–15 ปี ขณะที่ปัจจุบันอาจยังอยู่เพียงช่วงต้นของวัฏจักรเท่านั้น หลายฝ่ายเริ่มมองไปไกลถึงการเชื่อมโยง AI เข้ากับเทคโนโลยีอวกาศ รถยนต์อัตโนมัติ และหุ่นยนต์ humanoid ซึ่งอาจกลายเป็นอุตสาหกรรมใหม่ในอนาคต

ก่อนหน้านี้ หลายคนกังวลว่า AI อาจกำลังเข้าสู่ภาวะฟองสบู่คล้ายยุค dot-com แต่ผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีในช่วงที่ผ่านมาเริ่มสะท้อนว่า รายได้และกำไรจาก AI เกิดขึ้นจริง อีกทั้งหากเปรียบเทียบกับยุค dot-com ในอดีต ระดับ P/E ของหุ้นเทคโนโลยีจำนวนมากในปัจจุบันยังต่ำกว่า ขณะที่อัตราการเติบโตของธุรกิจกลับสูงกว่ามาก

แม้แนวโน้มระยะยาวจะยังดูแข็งแกร่ง แต่ก็ต้องยอมรับว่า หุ้นหลายตัวในกลุ่ม AI และ data center ได้ปรับตัวขึ้นเร็วมาก บางบริษัทมีราคาหุ้นเพิ่มขึ้นหลายเท่าภายในเวลาเพียงปีเดียว ทำให้ความผันผวนระยะสั้นยังมีโอกาสเกิดขึ้นได้เสมอ โดยเฉพาะบริษัทขนาดเล็กหรือบริษัทที่เพิ่งเปลี่ยนธุรกิจเข้าสู่ห่วงโซ่ AI ซึ่งหลายแห่งยังไม่มีกำไร หรือจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากเพื่อขยายกำลังการผลิต

ในอีกด้านหนึ่ง หุ้นกลุ่ม defensive ของสหรัฐฯ เช่น กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค หรือกลุ่มการแพทย์ กลับถูกนักลงทุนลดน้ำหนักการลงทุนลง เพราะเม็ดเงินไหลเข้าสู่หุ้นเทคโนโลยีเป็นหลัก ส่งผลให้ราคาหุ้นหลายตัวในกลุ่ม defensive ปรับตัวลงมาอยู่ในระดับที่น่าสนใจเช่นกัน

สุดท้ายแล้ว แม้ธีม AI จะยังเป็นหนึ่งในแนวโน้มการลงทุนที่น่าสนใจที่สุดของโลกในเวลานี้ แต่ก็เป็นกลุ่มที่มีความผันผวนสูง นักลงทุนจึงควรมีมุมมองระยะยาว และเลือกลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ตนเองรับได้ การศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้าน รวมถึงการกระจายการลงทุนอย่างเหมาะสม ยังคงเป็นสิ่งสำคัญในภาวะตลาดที่เต็มไปด้วยทั้งโอกาสและความไม่แน่นอนเช่นปัจจุบัน