ถึงเวลาแล้วที่ธุรกิจครอบครัวต้องกำหนดทิศทางของการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลอย่างจริงจัง เทคโนโลยีที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียงเครื่องมือสนับสนุน วันนี้ได้กลายเป็นแกนหลักของการแข่งขัน การเติบโต และการส่งต่อคุณค่าจากรุ่นสู่รุ่น ความท้าทายจึงไม่ใช่ “จะใช้เทคโนโลยีหรือไม่” แต่เป็น “จะใช้เพื่อสร้างความได้เปรียบที่จับต้องได้อย่างไร”
ธุรกิจครอบครัวทั่วโลกกำลังเร่งปรับตัวสู่ดิจิทัลอย่างชัดเจน จากการวิจัยของดีลอยท์ พบว่า ร้อยละ 86 ของธุรกิจครอบครัวได้ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในระดับหนึ่งแล้ว และมากกว่าร้อยละ 90 รายงานถึงผลลัพธ์เชิงบวก ทั้งในด้านประสิทธิภาพ ผลิตภาพ คุณภาพการตัดสินใจ และความสามารถในการแข่งขันโดยรวม
หากมองเพียงผิวเผินอัตราการนำไปใช้จะอยู่ในระดับสูงนั้น อาจจะดูเหมือนดี แต่เมื่อมองให้ลึกขึ้นจะพบว่า ความสามารถในการ “เก็บเกี่ยวคุณค่า” จากการลงทุนด้านดิจิทัลยังคงมีความแตกต่างเป็นอย่างมาก
มีการนำไปใช้ในระดับที่สูง แต่ความพร้อมยังไม่สม่ำเสมอ
ธุรกิจครอบครัวส่วนใหญ่ได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางดิจิทัลแล้ว แต่ความพร้อมโดยรวมยังคงไม่สม่ำเสมอ โดยเกือบครึ่งยอมรับว่าการลงทุนด้านเทคโนโลยีเชิงปฏิบัติการที่ยังไม่เพียงพอเป็นข้อจำกัดต่อการเติบโตในอนาคต
สิ่งนี้สะท้อนช่องว่างเชิงโครงสร้าง ในหลายองค์กร เทคโนโลยีมักถูกนำไปใช้ในระดับหน้างานหรือเฉพาะกรณี เช่น การปรับปรุงบางกระบวนการ การยกระดับบางฟังก์ชัน มากกว่าจะถูกฝังเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานหลักของทั้งองค์กร การลงทุนจำนวนไม่น้อยยังเป็นไปเพื่อความจำเป็นเฉพาะหน้า มากกว่าการขับเคลื่อนด้วยกลยุทธ์ระยะยาว
ผลลัพธ์ที่ได้คือความกระจัดกระจาย องค์กรอาจมีหลายโครงการเกิดขึ้นพร้อมกันแต่ไม่บูรณาการร่วมกัน ข้อมูลยังแยกส่วน ระบบไม่เชื่อมโยงกัน และข้อมูลเชิงลึกยังไม่ถูกนำมาใช้ในการตัดสินใจได้อย่างเต็มที่
อย่างไรก็ตาม องค์กรที่จะประสบความสำเร็จคือองค์กรที่ก้าวข้ามการพัฒนาแบบแยกส่วน และสร้างรากฐานดิจิทัลที่เชื่อมโยงกันทั่วทั้งองค์กร
AI กลายเป็นแกนหลักของการดำเนินธุรกิจ
ความเร็วในการนำ AI มาใช้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์ธุรกิจได้อย่างชัดเจน สิ่งที่เคยเป็นเพียงการทดลองเชิงนวัตกรรม วันนี้ได้กลายเป็นส่วนสำคัญของการดำเนินธุรกิจ
AI ถูกนำไปใช้ในงานหลัก เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพและระบบอัตโนมัติ การบริหารความเสี่ยงและการกำกับดูแล รวมถึงการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า ซึ่งล้วนส่งผลโดยตรงต่อโครงสร้างต้นทุน ความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน และประสบการณ์ของลูกค้า
อย่างไรก็ตาม หลายองค์กรยังคงอยู่ในระยะเริ่มต้นของการขยายขนาด AI โดยมักให้ AI จำกัดอยู่ในโครงการนำร่องหรือการใช้งานเฉพาะจุด แทนที่จะถูกบูรณาการตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า ทำให้จำกัดศักยภาพในการสร้างผลกระทบอย่างเต็มที่
ด้วยเหตุนี้ บางองค์กรยังคงอยู่ในช่วงทดลองและเก็บเกี่ยวผลลัพธ์ทีละน้อยจาก AI ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งกำลังฝัง AI ลงในกระบวนการหลักของธุรกิจ ทั้งในกระบวนการตัดสินใจและการดำเนินงานหลัก ซึ่งเป็นกลุ่มที่เริ่มปลดล็อกคุณค่าได้อย่างก้าวกระโดด
ก้าวต่อไป: จากเครื่องมือ สู่ขีดความสามารถ
องค์กรชั้นนำกำลังเปลี่ยนจุดสนใจจาก “การใช้เทคโนโลยี” ไปสู่ “การสร้างขีดความสามารถขององค์กร” อย่างเป็นระบบ ผ่าน 5 มิติสำคัญ ดังนี้
1. ความสอดคล้องกันระหว่างเทคโนโลยีและกลยุทธ์ธุรกิจ : เชื่อมโยงการลงทุนกับเป้าหมายทางธุรกิจอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการเติบโต ประสิทธิภาพ หรือการบริหารความเสี่ยง
2. การบูรณาการให้ทั่วถึง : ลดความเป็นไซโล เชื่อมโยงระบบและทำให้ข้อมูลไหลอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพการตัดสินใจ
3. การเสริมสร้างธรรมาภิบาลและการบริหารความเสี่ยง : กำหนดกรอบที่ชัดเจนสำหรับการจัดการข้อมูล การใช้ AI ความปลอดภัยทางไซเบอร์ และการปฏิบัติตามกฎระเบียบ
4. การสร้างขีดความสามารถภายใน : ลงทุนในบุคลากร ภาวะผู้นำ ทักษะ และวิธีการทำงาน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สร้างผลลัพธ์ระยะยาวได้จริง
5. การใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศอย่างมีกลยุทธ์ : สร้างความร่วมมือกับพันธมิตรที่เหมาะสม โดยรักษาสมดุลระหว่างความเร็ว นวัตกรรม และการควบคุมในระยะยาว
การเปลี่ยนผ่านทั้ง 5 ด้านนี้สะท้อนการเปลี่ยนจาก “การใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ” ไปสู่ “การสร้างองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี” อย่างแท้จริง
จากโมเมนตัม สู่ความเชี่ยวชาญ
การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ได้วัดจากจำนวนเครื่องมือหรือความเร็วในการนำไปใช้ แต่ขึ้นอยู่กับความสอดประสานกันตามกรอบของ Deloitte Best Managed Companies องค์กรที่โดดเด่นจะต้องสามารถบูรณาการ 4 มิติสำคัญได้อย่างลงตัว ได้แก่ กลยุทธ์ที่ชัดเจน ขีดความสามารถและนวัตกรรมที่แข็งแกร่ง วัฒนธรรมองค์กรที่มุ่งมั่น และธรรมาภิบาลที่มั่นคงพร้อมความแข็งแกร่งทางการเงิน
เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้ทำงานสอดประสานกัน AI จะไม่ใช่เพียงการทดลอง แต่เป็นกลไกหลักของการตัดสินใจ ข้อมูลจะไม่กระจัดกระจาย แต่กลายเป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ และการตัดสินใจจะไม่ใช่เพียงการตอบสนอง แต่จะมีข้อมูลรองรับอย่างสม่ำเสมอและทันท่วงที
เพราะท้ายที่สุดแล้ว การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงไม่ได้ถูกนิยามด้วยเทคโนโลยีที่เลือกใช้ แต่ถูกนิยามด้วยความสามารถขององค์กรในการใช้มันให้เกิดผลลัพธ์อย่างแท้จริง

