วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม 2569

Login
Login

จาก War Premium สู่ Earnings Premium โอกาสลงทุนหลังความตึงเครียดลดลง ภาพตลาดหลังสงครามเริ่มคลี่คลาย

จาก War Premium สู่ Earnings Premium โอกาสลงทุนหลังความตึงเครียดลดลง  ภาพตลาดหลังสงครามเริ่มคลี่คลาย

มุมมองการลงทุนในเดือนพฤษภาคมเริ่มดูดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า หลังแรงกดดันจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์เริ่มลดลง อย่างไรก็ตาม คำว่า “คลี่คลาย” ยังไม่ได้หมายความว่าสถานการณ์ “จบลงแล้ว” เพราะภาวะหยุดยิงยังมีความเปราะบาง และยังมีโอกาสกลับมาตึงเครียดได้อีก แต่ในภาพหลัก ตลาดมีโอกาสฟื้นตัวจากแรงกังวลเรื่องสงครามที่ลดลง

อัตราดอกเบี้ยนโยบายของ Fed ยังเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทางตลาด เพราะแม้ความตึงเครียดจากสงครามจะเริ่มลดลง แต่ราคาพลังงานที่ขึ้นมาก่อนหน้านี้ยังอาจทำให้เงินเฟ้อชะลอลงช้ากว่าที่ตลาดคาดไว้ โดยในการประชุมวันที่ 29 เมษายน 2026 Fed มีมติคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.50–3.75% และยังส่งสัญญาณว่าจะรอดูข้อมูลเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และความเสี่ยงต่าง ๆ ก่อนตัดสินใจในรอบถัดไป 

ขณะที่ ECB มีมติคงดอกเบี้ยเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2026 พร้อมสะท้อนความกังวลทั้งด้านเงินเฟ้อและการเติบโตที่สูงขึ้นพร้อมกัน ดังนั้น ในเดือนพฤษภาคมต่อเนื่องไปถึงการประชุมครั้งหน้า ตลาดอาจยังไม่ได้แรงหนุนชัดเจนจากความหวังเรื่องดอกเบี้ยขาลง และยังต้องให้น้ำหนักกับท่าทีของธนาคารกลางเป็นสำคัญ

จากสถานการณ์ปัจจุบัน risk premium ที่เคยสะท้อนอยู่ในราคาน้ำมันและตลาดการเงินเริ่มมีแนวโน้มลดลง ทำให้ตลาดอาจกลับมาให้น้ำหนักกับปัจจัยพื้นฐานมากขึ้น โดยเฉพาะผลประกอบการและแนวโน้มกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่ยังมีแรงหนุนจากธีมเติบโตจริง เช่น AI infrastructure, semiconductor, digital payment, defense technology และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน

ภาพรวมจึงมองว่าตลาดกำลังเปลี่ยนจากการซื้อ “War Premium” อย่างน้ำมัน พลังงาน หรือสินทรัพย์กันความเสี่ยง ไปสู่การซื้อ “Earnings Premium” หรือหุ้นที่มีคุณภาพกำไรรองรับมากขึ้น แปลว่าตลาดยังมีโอกาสไปต่อได้ แต่จังหวะลงทุนควรเน้นคัดเลือกธีมและหุ้นที่กำไรมีโมเมนตัมจริง มากกว่าการไล่ซื้อสินทรัพย์เสี่ยงแบบกว้างทั้งตลาด

มุมมองการลงทุน และธีมที่น่าสนใจ

สำหรับธีมหลักหลังความตึงเครียดเริ่มลดลง เรายังให้น้ำหนักกับกลุ่ม Technology และ Semiconductor เป็นอันดับแรก เพราะเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์โดยตรงจากบรรยากาศลงทุนที่เริ่มดีขึ้น หลังตลาดคลายความกังวลจากความเสี่ยงสงคราม ขณะเดียวกันพื้นฐานยังมีแรงหนุนจากผลประกอบการที่ออกมาดีกว่าคาด โดยข้อมูลจาก Bloomberg ณ สิ้นเดือนเมษายน 2026 ระบุว่า กลุ่ม Semiconductor ผ่าน SMH ETF รายงานงบ 1Q26 แล้วราว 48% ของบริษัทในดัชนี โดยยอดขายสูงกว่าคาด 5.70% และกำไรสูงกว่าคาด 17.15% ขณะที่รายได้โต 35.95% และกำไรโต 86.88% สะท้อนว่าตลาดยังเลือกให้ premium กับบริษัทที่มีรายได้และกำไรจริงรองรับกระแสการลงทุนด้าน AI

อีกธีมหลักที่น่าสนใจคือ หุ้นสหรัฐฯ ขนาดใหญ่ หุ้นเติบโตคุณภาพดี และตลาดหุ้นเกาหลีใต้ เพราะยังได้แรงหนุนจากโมเมนตัมกำไรที่ชัดเจน โดยผลประกอบการของ S&P 500 ใน 1Q26 โดยข้อมูลจาก Bloomberg ณ สิ้นเดือนเมษายน 2026 ยังออกมาดีกว่าคาด ทั้งยอดขายที่สูงกว่าคาด 1.91% และกำไรที่สูงกว่าคาด 22.49% ขณะที่รายได้โต 11.67% และกำไรโต 33.78% แรงหนุนหลักมาจาก Materials, Communications, Consumer Discretionary และ Technology ซึ่งยังสอดคล้องกับภาพการลงทุนใน AI และ data center ที่เดินหน้าต่อ ส่วนในฝั่งเอเชีย เกาหลีใต้ยังเป็นตลาดที่น่าสนใจ เพราะกำไรมีแรงส่งจากกลุ่ม Technology ชัดเจน และเป็นหนึ่งในตลาดที่ได้ประโยชน์มากที่สุดจากวัฏจักรชิปและ AI supply chain ประกอบกับระดับราคายังไม่แพงเพราะมีการเติบโตของผลประกอบการรองรับ

สำหรับธีมเสริมระยะกลางถึงยาว เรายังมองว่า โลหะและแร่หายาก รวมถึงพลังงานนิวเคลียร์ ยังมีบทบาทในพอร์ต เพราะได้แรงหนุนจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ระบบโครงข่ายไฟฟ้า และความต้องการด้านความมั่นคงทางพลังงาน อย่างไรก็ตาม กลุ่มนี้ควรใช้เป็นธีมทยอยสะสมมากกว่าการไล่ซื้อเมื่อราคาขึ้นแรง เพราะยังมีความผันผวนสูง และมักถูกกระทบจากประเด็นภูมิรัฐศาสตร์หรือความกังวลด้าน supply chain ได้ง่าย

ส่วน กลุ่มพลังงาน ยังไม่ควรถูกตัดออกจากพอร์ตทันที แต่ควรลดบทบาทจากธีมหลักที่ใช้เก็งกำไรจากสงคราม มาเป็นธีมเสริมเพื่อป้องกันความเสี่ยงเงินเฟ้อและความผันผวนด้านราคาพลังงานมากกว่า เพราะหากสงครามคลี่คลาย ราคาน้ำมันอาจพักลง และหุ้นพลังงานที่ขึ้นมาจาก war premium ก็มีโอกาสถูกขายทำกำไร ดังนั้นการถือพลังงานในช่วงนี้ควรเป็นการถือเพื่อกระจายความเสี่ยง มากกว่าการเพิ่มน้ำหนักแบบเต็มพอร์ตเหมือนช่วงที่ความเสี่ยงสงครามยังสูงมาก

ความเสี่ยงที่ต้องติดตาม

ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามต่อจากนี้มี 3 เรื่องหลัก ได้แก่ ความต่อเนื่องของการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ เพราะหากยังมีการรบกวนการเดินเรือ ราคาพลังงานอาจกลับมาสูงอีกครั้ง และทำให้เงินเฟ้อลดลงช้ากว่าที่ตลาดคาดไว้ ถัดมาคือท่าทีของ Fed และ ECB เพราะหากราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูงนาน ธนาคารกลางอาจลดดอกเบี้ยได้ช้าลงกว่าที่ตลาดหวัง และสุดท้ายคือความเสี่ยงในกลุ่ม AI infrastructure แม้ภาพระยะยาวยังน่าสนใจ แต่ตลาดยังคงตั้งคำถามว่าบริษัทในห่วงโซ่ AI เช่น OpenAI, semiconductor, cloud และ data center จะสร้างรายได้ได้ทันกับต้นทุน compute และการลงทุนขนาดใหญ่หรือไม่

โดยสรุป หากความเสี่ยงจากสงครามเริ่มคลี่คลาย ตลาดมีแนวโน้มเปลี่ยนจากการ “ซื้อสินทรัพย์เพื่อหลบความเสี่ยง” ไปสู่การ “คัดเลือกสินทรัพย์ที่มีกำไรเติบโตจริง” มากขึ้น ดังนั้นพอร์ตที่เหมาะสมในช่วงนี้อาจไม่ใช่การเพิ่มน้ำหนักกลุ่มพลังงานเต็มพอร์ตเหมือนช่วงที่ความเสี่ยงสงครามสูง แต่ควรผสมระหว่างหุ้นเติบโตคุณภาพดี กลุ่ม AI และ Semiconductor ที่ยังมีผลประกอบการรองรับ ตลาดหุ้นเกาหลีที่ได้แรงหนุนจากวัฏจักรชิป รวมถึงทองคำหรือสินทรัพย์กันเงินเฟ้อบางส่วน เพื่อให้พอร์ตยังรับมือกับความผันผวนได้ พร้อมกับเปิดรับโอกาสลงทุนในธีมที่พื้นฐานยังไปต่อได้จริง