วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม 2569

Login
Login

กฎหมายสิ่งแวดล้อม 2 ฉบับการเมืองอย่าทำให้สะดุด

กฎหมายสิ่งแวดล้อม 2 ฉบับการเมืองอย่าทำให้สะดุด

ช่วงที่ผ่านมาประเทศไทยมีการผลักดันกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ 2 ฉบับ คือ ร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (พ.ร.บ.ลดโลกร้อน) และร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด

    ซึ่งร่างกฎหมายลดโลกร้อนจะเป็นหมุดหมายสำคัญของประเทศไทยในการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เป็นเมกะเทรนด์ของโลกที่กำลังเผชิญอุณหภูมิโลกสูงขึ้น ในขณะที่ร่างกฎหมายอากาศสะอาด จะเป็นแนวทางสำคัญในการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่กลายเป็นวาระแห่งชาติและเกิดซ้ำซากทุกปี
    ร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นภารกิจสำคัญของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หลังจัดตั้งกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เมื่อเดือน ธ.ค.2566 เป็นการนำภารกิจการรับมือโลกร้อนของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม มารวมกันเพื่อกำหนดภารกิจของหน่วยงานใหม่ ซึ่งมีการผลักดันร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมา

    เป้าหมายสำคัญของ ร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จะเป็นกฎหมายสำคัญในการวางกรอบการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากทุกภาคส่วน ซึ่งจะเป็นการเชื่อมโยงกับเป้าหมายของประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 โดยผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อเดือน ธ.ค.2569 และอยู่ระหว่างการตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาก่อนที่จะนำกลับเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.อีกครั้ง
    ขณะที่ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด มีการผลักดันมานานทั้งจากภาคประชาชนและภาคธุรกิจ โดยสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบวาระ 3 เมื่อเดือน ต.ค.2568 และเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภา และหลังจากมีการยุบสภาพทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องยืนยันกฎหมายภายในวันที่ 13 พ.ค.2569 ไม่อย่างนั้นร่างกฎหมายก็จะตกไปและเริ่มต้นกระบวนการใหม่ทั้งหมด ซึ่งร่างกฎหมายฉบับนี้ต้องการที่จะรับมือกับวิกฤติสภาพภูมิอากาศและปัญหาฝุ่น PM2.5 ผ่านกลไกต่างๆ

    ร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับถือเป็นกฎหมายที่สำคัญในการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาลดการปล่อยคาร์บอน ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยแรงผลักดันทางการเมืองเพื่อไม่ให้การบังคับใช้ล่าช้าไปกว่านี้อีก โดยเฉพาะร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดที่เข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภาแล้ว แต่หากรัฐบาลใหม่ไม่ยืนยันกฎหมายก็จะเสียเวลาไปอีก 2 ปี นอกจากนี้การพิจารณาร่างกฎหมายแต่ละขั้นตอนจะต้องสร้างกลไกที่แก้ปัญหาได้จริง ไม่อย่างนั้นเมื่อกฎหมายบังคับใช้แล้วจะไม่มีประโยชน์อันใด