วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม 2569

Login
Login

การลงทุนในช่วงเวลาที่ตลาด Re-rate เร็วกว่านักวิเคราะห์

การลงทุนในช่วงเวลาที่ตลาด Re-rate เร็วกว่านักวิเคราะห์

Sentiment การลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเดือน พ.ค. 2026 แตกต่างจากช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมาอย่างชัดเจน นับตั้งแต่การประกาศหยุดยิงในช่วงต้นต้นเดือน เม.ย. ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับการทยอยประกาศผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไตรมาสที่หนึ่งนำโดยบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ ที่กำไรดีกว่าที่ตลาดคาดอย่างมีนัยสำคัญ เบื้องต้นหากอ้างอิงจากรายงานของ FactSet ในบทวิเคราะห์ Earnings Insight ณ วันที่ 1 พ.ค. 2026 พบว่าบริษัทจดทะเบียนในดัชนี S&P 500 มีการประกาศผลประกอบการไตรมาส 1 แล้วราว 63% สำหรับบริษัทที่ประกาศผลประกอบการแล้ว มีกำไรดีกว่าคาดในสัดส่วนสูงถึง 84% (กลุ่ม Magnificent 7 ประกาศผลประกอบการไปแล้ว 6 จาก 7 บริษัท) ที่สำคัญนักวิเคราะห์คาดว่ากำไร 1Q26 จะเติบโต +27.1%YoY ซึ่งอาจเป็นระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ 4Q21 หรือหลังเกิดวิกฤติโควิด 19 ดังนั้นเมื่อความเสี่ยงของสงครามลดลงนักลงทุนจึงพร้อมกลับมาสู่โหมด “Risk On” ส่งผลให้ตลาดหุ้นหลายแห่งทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์

สำหรับความท้าทายของการลงทุนในเดือน พ.ค. คือนักลงทุนกำลังลงทุนในวันที่ราคาหุ้นโดยส่วนใหญ่ปรับตัวขึ้นมาใกล้เคียงหรือมากกว่าราคาเป้าหมายที่นักวิเคราะห์ประเมิน (นักวิเคราะห์ปรับเป้าไม่ทัน) ซึ่งเป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นแล้วในช่วงปี 2024 โดยตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นจากจุดเริ่มต้นของดอกเบี้ยนโยบายขาลง และปี 2025 ที่ตลาดหุ้นฟื้นตัวหลังการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับคู่ค้าทั่วโลกมีความคืบหน้า (Reciprocal Tarriff) สำหรับสถานการณ์ปัจจุบันจุดที่มีความเหมือนกับอดีตคือความแข็งแกร่งของกำไรบริษัทจดทะเบียนโดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลกซึ่งยังคงได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากความต่อเนื่องของการลงทุนพัฒนา AI โดยบริษัทกลุ่ม Hyper Scaler ส่วนความแตกต่างของตลาดหุ้นในวันนี้กับขาขึ้นของตลาดหุ้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาคือขาลงของดอกเบี้ยนโยบายอาจจบลงไปแล้ว เพราะอัตราเงินเฟ้อลดลงช้ากว่าที่นักวิเคราะห์ประเมินบนวิกฤติพลังงานและถึงแม้สงครามจะยุติลงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่เสียหายไปแล้วประกอบกับความไม่สงบในช่องแคบฮอร์มุซจากกลุ่ม Proxy War ซึ่งอยู่นอกเหนือการควบคุมของอิหร่านมีแนวโน้มที่จะทำให้ราคาพลังงานยังคงทรงตัวในระดับสูงหรือต่อให้ราคาลดลงมาก็ไม่น่าจะกลับมาที่ระดับก่อนเกิดสงครามอิหร่านภายในปี 2026

การลงทุนแบบ “Selective Buy” หรือเลือกลงทุนในหุ้นรายตัว/อุตสาหกรรมจึงมีความสำคัญมากขึ้น นักลงทุนควรให้ความสำคัญกับปัจจัยพื้นฐานและการเติบโตของผลประกอบการเป็นหลัก เบื้องต้นของยกตัวอย่างที่สุดขั้วอย่างตลาดหุ้นเกาหลีใต้อ้างอิงดัชนี KOSPI ซึ่งดัชนีได้ทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ไปแล้ว +77.30%YTD ณ วันที่ แต่หากพิจารณาอัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญอย่าง P/E Ratio จะพบว่าดัชนี KOSPI ซื้อขายที่ระดับ 12 Month Forward P/E ราว 8.15Xเทียบเท่ากับระดับ -1.7 S.D. ของค่าเฉลี่ย P/E 5 ปี ถือหนึ่งในตลาดหุ้นโซนเอเชียที่มีระดับ Valuation ถูกที่สุด (เพราะมีการเติบโตของกำไรสูงที่สุด) 

ดังนั้น การลงทุนในตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ณ วันนี้ถ้าพิจารณาจากการประเมินมูลค่าดัชนีจึงถือว่ามีความสมเหตุผล สำหรับเป้าหมายของดัชนี KOSPI ความเห็นของนักวิเคราะห์ใน Bloomberg Consensus และ Goldman Sachs Securities (GS) ประเมินเป้าหมายปี 2026 อยู่ในกรอบ 8,000-8,500 จุด นอกจากนั้นหุ้นที่มีน้ำหนักมากที่สุดในดัชนีอย่าง Samsung Electronic (27% ของดัชนีอิง Market Cap.) และ SK Hynix (20% ของดัชนีอิง Market Cap.) มีระดับ 12 Month Forward P/E ที่ 6.0X และ 4.6X ตามลำดับ 

ในส่วนของ Valuation ของตลาดหุ้นในประเทศที่เราให้ความสนใจนอกจากสหรัฐฯ ได้แก่ ประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ อาทิ เกาหลีใต้และอินเดียยังมีความน่าสนใจสำหรับการลงทุนในระยะยาว อย่างไรก็ตามสำหรับตลาดหุ้นเกาหลีใต้คุณสมบัติเฉพาะตัวที่สำคัญที่นักลงทุนต้องระมัดระวังคือความกระจุกตัวของหุ้นในอุตสาหกรรม Semiconductor ซึ่งอาจทำให้ตลาดหุ้นมีความผันผวนมากกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ

สำหรับตลาดหุ้นหลักอย่างสหรัฐฯ และจีน การ Selective Buy มีความสำคัญเช่นกัน สำหรับตลาดหุ้นสหรัฐฯ หากมองในภาพรวมดัชนี S&P 500 มีการซื้อขายที่ระดับ Forward P/E มากกว่า 1.0 S.D. ของค่าเฉลี่ย ซึ่งเป็นตลาดหุ้นที่แพงกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ โดยเปรียบเทียบ ในส่วนของผลตอบแทนนับตั้งแต่ต้นปีของดัชนีก็ไม่โดดเด่น แต่ถ้าหากมองกลุ่มที่เป็นผู้นำตลาดอย่างกลุ่ม Semiconductor อิงดัชนี Philadelphia Semiconductor Index ปรับตัวบวกราว +57.4%YTD ตอกย้ำว่าการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นและการลงทุนที่สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับนักลงทุนเกิดจากการเลือกหุ้นที่มีทิศทางผลประกอบการดีและมีการปรับ Earnings Revision ขึ้นโดยนักวิเคราะห์ในอัตราส่วนที่สูง สำหรับการลงทุนในหุ้นจีนถ้ามองผ่านดัชนี CSI 300 และ HSI Index ผลตอบแทน YTD ของทั้งตลาดต่ำในระดับ Single Digit แต่หากมองผ่านดัชนี CSI Artificial Intelligence , STAR 50 และดัชนี CSI 500 รวมถึงกลุ่มเทคโนโลยีอื่นในดัชนีตลาดหุ้นจีน (Mainland) จะพบว่ามีผลตอบแทนที่โดดเด่น 

ข้อสรุปที่สำคัญและแนวทางในการลงทุนในช่วงที่เหลือของปี 2026 เราให้ความสำคัญกับการ Selective Buy และให้น้ำหนักการปัจจัยพื้นฐานโดยเฉพาะกับทำ Earnings Revision ของนักวิเคราะห์ นอกจากนั้นท่ามกลางการลงทุนพัฒนา AI ที่มีความต่อเนื่องในปี 2026-2027 ของกลุ่ม Hyper Scaler ทำให้เรามีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มผลประกอบการกลุ่ม Semiconductor Supply Chain ทั้งในสหรัฐ และเอเชีย (ไต้หวัน, เกาหลีใต้, จีน) และเรามองว่าผลประกอบการที่ดีจะช่วยให้ราคาหุ้นสามารถรักษาแนวโน้มขาขึ้นได้ต่อและการลงทุนในกลุ่มดังกล่าวทำให้นักลงทุนมีโอกาสที่จะสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าตลาดหุ้นโดยรวม