วันก่อนผมไปทานอาหาร มีเด็กเสิร์ฟอายุน่าจะไม่เกิน 20 ปี เขาเฝ้าดูแลโต๊ะเราด้วยความกระตือรือร้น
เติมน้ำให้ดื่มก่อนที่จะต้องขอ เปลี่ยนจานให้ ก่อนที่จะต้องบอก พูดจาสุภาพและตั้งใจดูแลลูกค้าเกือบ 20 คนในห้องนั้นอย่างจริงจัง
เขาพูดไทยชัดเจน ผมถามเล่น ๆ ว่า “น้องเป็นคนไทยหรือเปล่า” เขายิ้มแล้วตอบว่า “ผมเป็นพม่าครับ”
ผมไม่แปลกใจ ที่เจอพนักงานเสริฟชาวเมียนมาในคืนนั้น เพราะนอกจากแรงงานแล้ว ทุกวันนี้ชนชั้นกลางชาวเมียนมาจำนวนมาก ยังเข้ามาเรียนปริญญาในเมืองไทย เพื่อยกระดับชีวิตตนเองอีกด้วย
คืนนั้นตอนขับรถกลับบ้าน ผมเผลอคิดไปว่า…
อีก 20 ปี เด็กคนนี้อาจไม่ได้เป็นแค่พนักงานเสิร์ฟก็ได้นะ เขาอาจเป็นเจ้าของภัตตาคาร หรือเป็นเจ้าของกิจการ หรือนักธุรกิจขนาดกลาง หรือแม้แต่เป็นคนสำคัญคนหนึ่งในสังคมไทย แบบที่วันนี้เราอาจนึกไม่ถึงก็ได้
คุณว่าผมคิดไกลเกินไป หรือเปล่าครับ?
ผมว่าไม่นะ เพราะประวัติศาสตร์ของหลายประเทศเดินมาแบบนี้ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
อังกฤษ ซึ่งครั้งหนึ่งมีอินเดียเป็นอาณานิคม วันหนึ่งผู้มีเชื้อสายอินเดียอย่างRishi Sunak ก็ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี หรืออเมริกาที่เคยนำคนผิวดำมาเป็นทาส และแบ่งแยกสีผิวจนเกิดสงครามกลางเมือง เมื่อวันเวลาผ่านไป ก็มีคนผิวสีชื่อBarack Obama เป็นประธานาธิบดี
ความสำเร็จเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้น เพราะสังคมยื่นโอกาสให้โดยสมัครใจแต่เกิดจากกลไกสังคม ที่ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยมาแล้ว อย่างต่อเนื่อง
นั่นคือ คนที่เริ่มจากล่างสุดของสังคม เมื่อมีแรงขับมากพอและมีเวลาเพียงพอ มักไม่หยุดอยู่ตรงนั้นตลอดไป
คนที่ต้องเริ่มจากศูนย์ หรือต้องดิ้นรนในต่างแดนจะมีบางอย่างที่คนซึ่งเกิดมาในความมั่นคง ไม่มีเท่าเทียม
นั่นคือ “ความหิว”
ความหิวที่จะเอาชนะความยากจน ความหิวที่จะยกระดับชีวิต และความหิวที่จะทำให้คนรุ่นลูก ไม่ต้องลำบากแบบตัวเอง
คนพลัดถิ่นรุ่นแรกจึงมักยอมทำงานหนัก ยอมทำในสิ่งที่คนอื่นไม่อยากทำ ยอมเก็บออม ยอมอดทน และสร้างฐานะจากศูนย์
พอสะสมทุนได้ก็ส่งโอกาสให้รุ่นลูก ให้ได้เรียนสูงขึ้น พูดภาษาได้ดีขึ้น เข้าใจระบบสังคมมากขึ้น และเริ่มแข่งขันได้กับคนในประเทศนั้น บนสนามเดียวกัน
ไทยเองก็เคยเห็นเรื่องนี้มาแล้ว บรรพบุรุษของคนไทยเชื้อสายจีน ก็อพยพเข้ามาด้วยฐานะยากจน เริ่มจากงานแบกหาม รับจ้าง ค้าขายเล็ก ๆ น้อย ๆ
แต่ด้วยความขยันและการสะสมทุนข้ามรุ่น ลูกหลานของพวกเขาจำนวนไม่น้อย ได้กลายเป็นกำลังหลักของเศรษฐกิจไทย และมีจำนวนมากที่ขึ้นไปอยู่ในระดับบนสุด ของโครงสร้างธุรกิจ การเมือง และราชการไทย
วันนี้เมื่อมองแรงงานเมียนม่าในไทยผมอดคิดไม่ได้ว่า เราอาจจะเห็นประวัติศาสตร์บทเดิม กำลังเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งหนึ่งหรือไม่…แค่เปลี่ยนจากจีน เป็นเมียนมา
ยิ่งเมื่อมองประกอบกับความจริงอีกด้านของสังคมไทย ที่คนไทยมีลูกน้อยลงอย่างต่อเนื่อง หลายครอบครัวเลือกที่จะไม่มีลูก ประชากรเกิดใหม่หดตัว ประเทศกำลังก้าวสู่สังคมสูงวัย
ขณะที่คนไทยจำนวนไม่น้อยเติบโตมาในความสบาย จนไม่จำเป็นต้องดิ้นรนแบบเดิมอีกแล้ว งานหนัก งานเหนื่อย งานใช้แรง กลายเป็นงานที่คนไทยจำนวนมากไม่อยากทำ ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องผิด มันเป็นธรรมชาติของสังคมที่พัฒนาขึ้น
แต่ผลที่ตามมาก็คือ เมื่อเจ้าของบ้านเดิมเริ่มสบาย และลดความเข้มข้นในการแข่งขันลง ย่อมเปิดโอกาสให้คนที่ “หิว” กว่า เข้ามาเติมเต็ม
วันนี้คนกลุ่มนั้น ก็คือแรงงานข้ามชาติจากเมียนมา ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนจะประสบความสำเร็จ และไม่ได้แปลว่าจะไต่ชนชั้นได้โดยอัตโนมัติ เพราะยังมีข้อจำกัดอีกมากทั้งเรื่องกฎหมาย การศึกษา และโครงสร้างทางสังคม
แต่ประวัติศาสตร์แทบไม่เคยบอกเราว่า คนจำนวนมากที่มีทั้งความหิว ความอดทน และมีเวลาหลายสิบปี จะไม่สามารถผลักดันให้ บางส่วนของคนรุ่นต่อไปไต่เต้าขึ้นมาได้
มันจะไม่เกิดขึ้นเพราะพวกเขามายึดอะไรไปจากเรา แต่เพราะกฏธรรมดาของประวัติศาสตร์กำลังทำงาน
เมื่อคนกลุ่มหนึ่งสบายและหยุดดิ้นรน ขณะที่อีกกลุ่มยังหิวและพร้อมสู้ ดุลอำนาจก็ย่อมค่อย ๆ เปลี่ยนมือ
คำถามจึงไม่ใช่ว่า “พวกเขาจะขึ้นมาหรือไม่” แต่คงต้องถามว่า “คนไทยกำลังพัฒนาตัวเองเร็วพอหรือเปล่า?”
เพราะโลกไม่เคยมอบอภิสิทธิ์ถาวรให้แก่ใคร เพียงเพราะว่าเขาอยู่ที่บ้านหลังนั้นมาก่อน และในระยะยาว สังคมมักเปิดพื้นที่ให้คนที่หิวกว่า พร้อมกว่า และสร้างคุณค่าได้มากกว่า
บางทีในวันข้างหน้า ผู้เป็นใหญ่หลายคนในบ้านหลังนี้ อาจไม่ใช่คนที่อยู่ในบ้านหลังนี้มาตั้งแต่ดั้งเดิมก็ได้
แต่เป็นคนพลัดถิ่น ที่มีความพยายามมากพอ จนอาจได้รับบทบาทสำคัญในบ้านหลังนี้

