วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม 2569

Login
Login

นิคมอุตสาหกรรมการแพทย์ความหวังดึงต่างชาติลงทุน ?

นิคมอุตสาหกรรมการแพทย์ความหวังดึงต่างชาติลงทุน ?

ท่ามกลางความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลกและวิกฤติห่วงโซ่อุปทานที่กดดัน ประเทศไทยกลายเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” (Safe Zone) ที่นักลงทุนทั่วโลกต่างจับตามองตัดสินใจมาลงทุน

    นโยบายการจัดตั้ง “นิคมอุตสาหกรรมการแพทย์” แบบครบวงจร จึงเป็นที่หมายมั่นปั้นมือว่าจะเป็นจิ๊กซอว์ตัวหนึ่งในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (FDI) และยกระดับประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์และสุขภาพมูลค่าสูง (High-Value Medical Hub) ด้วยการเปลี่ยนบทบาทของประเทศจากเพียง “ผู้ซื้อ” สู่การสร้าง “พันธมิตรระยะยาว” (Long-Term Partnership) ผลักดันให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนของไทยก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตระดับแนวหน้า (First Tier) ที่ป้อนสินค้าเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลกได้

    เพื่อสร้างแรงจูงใจในการย้ายฐานการผลิต นักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตเครื่องมือแพทย์ความเสี่ยงสูง (High-risk) หรือใช้เทคโนโลยีขั้นสูง (Advanced Technology) ในไทย มีสิทธิ์ได้รับการส่งเสริมจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) โดยได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 8 ปี กรณีเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายหรือเทคโนโลยีสูง และอาจได้ลดหย่อนเพิ่มหากตั้งในเขตนิคมอุตสาหกรรมสูงสุด 13 ปี หากมีการลงทุนจริงในการทำวิจัยและพัฒนา (R&D) หรือใช้เทคโนโลยีขั้นสูง

    ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบที่ใช้ผลิตเพื่อส่งออก และสิทธิประโยชน์ที่ไม่ใช่ภาษี เช่น อนุญาตให้ถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินและนำเข้าช่างฝีมือต่างชาติ มาตรการนี้มุ่งเน้นกระตุ้นอุตสาหกรรมทางการแพทย์ขั้นสูง เช่น เครื่อง X-ray, MRI หรือเครื่องมือที่ใช้ R&D ร่วมกับภาครัฐ เพื่อเปลี่ยนไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) กระตุ้นให้เกิดการตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาในไทยอย่างเป็นรูปธรรม
    รัฐบาลมุ่งหวังใช้นิคมอุตสาหกรรมการแพทย์เป็น “สปริงบอร์ด” เจาะตลาดภูมิภาคอาเซียนที่กำลังเผชิญกับการขยายตัวของชนชั้นกลางและการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งข้อตกลงบทบัญญัติเครื่องมือแพทย์อาเซียน (AMDD) กฎระเบียบและใช้รูปแบบเอกสารมาตรฐานเดียวกัน (CSDT) ทั่วภูมิภาค จะทำให้นักลงทุนสามารถใช้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและร่นระยะเวลาการขึ้นทะเบียน เพื่อกระจายเครื่องมือแพทย์เข้าสู่ตลาดอาเซียน โดยเฉพาะกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) ซึ่งยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าอุปกรณ์การแพทย์อีกมาก
    “นิคมอุตสาหกรรมการแพทย์”จะดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศไทยจริงหรือไม่นั้น ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือกันอย่างแท้จริง (Public-Private Synergy) รัฐต้องเร่งทำหน้าที่เป็น “ผู้อำนวยความสะดวก” ปลดล็อกกฎระเบียบ และเปิดระบบทางด่วนพิเศษ (Fast Track) ในการอนุมัติเทคโนโลยีรวมถึงการนำเข้าวัตถุดิบเร่งด่วน พร้อมทั้งเปิดกว้างให้เอกชนสามารถเข้าถึงฐานข้อมูลของโรงพยาบาลรัฐเพื่อวิจัยพัฒนา AI ได้ ภายใต้ข้อตกลงที่ป้องกันการผูกขาด หากนิคมอุตสาหกรรมการแพทย์สามารถมีระบบนิเวศที่เอื้อต่อการทำธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ประเทศไทยก็มีโอกาสที่จะเป็นหมุดหมายหนึ่งที่ทุนข้ามชาติเลือกปักธงในสมรภูมิเศรษฐกิจสุขภาพโลกได้