วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม 2569

Login
Login

AI Sovereignty: เมื่อ AI กลายเป็นยุทธศาสตร์ชาติ และ โอกาสลงทุนระยะยาว

AI Sovereignty: เมื่อ AI กลายเป็นยุทธศาสตร์ชาติ และ โอกาสลงทุนระยะยาว

AI sovereignty ไม่ได้หมายถึงการที่ทุกประเทศต้องสร้างระบบทุกอย่างเองตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพราะห่วงโซ่คุณค่าของ AI มีความซับซ้อนและต้องใช้เงินลงทุนสูงมาก ตั้งแต่วัตถุดิบ พลังงาน เซมิคอนดักเตอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ คลาวด์ ข้อมูล โมเดลพื้นฐาน ไปจนถึงแอปพลิเคชัน

ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กำลังก้าวจากการเป็นเพียงเทคโนโลยีที่เพิ่มประสิทธิภาพ ไปสู่ปัจจัยชี้ขาดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทั้งในมิติผลิตภาพทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางเทคโนโลยี และอำนาจต่อรองเชิงภูมิรัฐศาสตร์ โดยช่วงที่ผ่านมา การแข่งขันด้าน AI มักถูกมองผ่านการพัฒนาโมเดลขนาดใหญ่ การครอบครองพลังประมวลผล และบทบาทของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ อย่างไรก็ดี แนวคิดที่กำลังมีความสำคัญมากขึ้น คือ “AI sovereignty” หรือ ความสามารถของประเทศและองค์กรในการกำหนด ควบคุม และกำกับดูแล องค์ประกอบสำคัญของระบบนิเวศ AI ตั้งแต่ โครงสร้างพื้นฐาน ข้อมูล โมเดล ไปจนถึงการดำเนินงาน และ ธรรมาภิบาล เพื่อให้ AI ถูกใช้งานอย่างปลอดภัย ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ของตนเอง

อย่างไรก็ตาม AI sovereignty ไม่ได้หมายถึงการที่ทุกประเทศต้องสร้างระบบทุกอย่างเองตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพราะห่วงโซ่คุณค่าของ AI มีความซับซ้อนและต้องใช้เงินลงทุนสูงมาก ตั้งแต่วัตถุดิบ พลังงาน เซมิคอนดักเตอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ คลาวด์ ข้อมูล โมเดลพื้นฐาน ไปจนถึงแอปพลิเคชัน ดังนั้น แนวทางที่เป็นไปได้มากกว่าคือ การเลือกลงทุนในจุดที่มีความได้เปรียบ ควบคู่กับการพึ่งพาพันธมิตรระหว่างประเทศอย่างมียุทธศาสตร์ กล่าวคือ ไม่จำเป็นต้องควบคุมทุกชั้นของเทคโนโลยี แต่ต้องมีอำนาจต่อรอง ยืดหยุ่น และสามารถกำกับดูแลส่วนที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจและความมั่นคง

ความพยายามสร้าง AI sovereignty ทำให้การแข่งขันด้าน AI เชื่อมโยงกับความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้น โดยเฉพาะระหว่างสหรัฐฯ และจีน สหรัฐฯ เดินหน้าจำกัดการเข้าถึงชิปขั้นสูงและเทคโนโลยีสำคัญ เช่น ควบคุมการส่งออกชิปและอุปกรณ์ AI ชั้นสูงไปจีน ขณะที่จีนเร่งพัฒนาโมเดล AI ของตนเอง เช่น DeepSeek, Qwen และ Kimi รวมถึงพยายามรักษาบุคลากร ทรัพย์สินทางปัญญา และความสามารถด้าน AI ไม่ให้ไหลออกสู่คู่แข่งต่างชาติ ดังเช่นกรณี Manus AI ที่จีนต้องการขัดขวางการเข้าซื้อกิจการโดยบริษัท Meta ของสหรัฐฯ สะท้อนว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงสินทรัพย์เชิงพาณิชย์ แต่กำลังถูกมองเป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ของชาติ

ในขณะเดียวกัน AI ยังถูกผนวกเข้ากับยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงของชาติมากขึ้น โดยสหรัฐฯ ขยายความร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีหลายราย เช่น Nvidia, Microsoft, Amazon Web Services, Oracle, Google, OpenAI, SpaceX และ Reflection AI เพื่อใช้ AI บนเครือข่ายลับทางทหาร และสนับสนุนการสังเคราะห์ข้อมูล การรับรู้สถานการณ์ และการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ สะท้อนว่าเส้นแบ่งระหว่าง AI กับความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์มีแนวโน้มแยกออกจากกันได้ยากขึ้นในอนาคต ทั้งสองปัจจัยจึงกลายเป็น แรงขับเคลื่อนเชิงโครงสร้างขนาดใหญ่ (mega forces) ที่ซ้อนทับกัน ด้านหนึ่ง การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนานใหญ่เพื่อรองรับการพัฒนาและใช้งาน AI หรือ AI buildout ต้องการชิป พลังงาน ดาต้าเซ็นเตอร์ คลาวด์ และระบบเครือข่ายจำนวนมาก อีกด้านหนึ่ง ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยิ่งเร่งให้ประเทศและองค์กรต่างๆ ต้องการควบคุมเทคโนโลยีสำคัญ ข้อมูล โครงสร้างพื้นฐาน และผู้ให้บริการที่มีความสำคัญมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาภายนอก รักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจ และบริหารความเสี่ยงด้านกฎระเบียบและห่วงโซ่อุปทาน

สำหรับมุมมองการลงทุน แม้การแข่งขันและการกีดกันด้าน AI จะมีแนวโน้มสูงขึ้น แต่ AI ยังเป็นธีมระยะยาวที่ควรมีบทบาทในพอร์ตการลงทุน เนื่องจากเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อกำไรของบริษัทจดทะเบียน การใช้จ่ายลงทุน และโครงสร้างเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ดี นักลงทุนควรคัดสรร (selective) มากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องมุ่งเฉพาะผู้ชนะในระดับโมเดลหรือแพลตฟอร์ม แต่ควรให้ความสำคัญกับกลุ่มที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานจำเป็นของห่วงโซ่คุณค่าด้าน AI เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ฮาร์ดแวร์ โครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์ การผลิตไฟฟ้า อุปกรณ์ระบบโครงข่ายไฟฟ้า รวมทั้ง ระบบระบายความร้อน เพราะสินทรัพย์และธุรกิจเหล่านี้เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อ AI buildout ไม่ว่าผู้ชนะในระดับโมเดลหรือแอปพลิเคชันจะเปลี่ยนไปอย่างไร อีกทั้ง ยังได้รับแรงหนุนจากเม็ดเงินลงทุนของภาครัฐและเอกชนที่ต้องการเพิ่มขีดความสามารถด้าน AI ลดการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานภายนอก และเสริมความมั่นคงทางเทคโนโลยีในระยะยาว

โดยสรุป AI sovereignty คือพัฒนาการสำคัญที่ทำให้ AI กลายเป็นทั้งยุทธศาสตร์ชาติและธีมการลงทุนระยะยาว โดยนักลงทุนควรมอง AI ผ่านมุมของห่วงโซ่คุณค่าและเลือกลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการขยายตัวของ AI ท่ามกลางโลกที่เทคโนโลยีและภูมิรัฐศาสตร์กำลังเชื่อมโยงกันมากขึ้น