การที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติร่าง พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 400,000 ล้านบาท ถือเป็นมาตรการทางการคลังที่รัฐบาลมองว่า “หลีกเลี่ยงไม่ได้” เพื่อรับมือกับวิกฤติโลกที่อาจมาติดต่อกันถึง 5 ระลอก
ทั้งวิกฤติสงคราม ราคาพลังงาน ต้นทุนการผลิต ค่าครองชีพ และกำลังซื้อถดถอย โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รมว.คลัง ชี้แจงว่าสถานะงบกลางปี 2569 เหลือเพียง 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอต่อการยับยั้งภาวะ Stagflation ซึ่งเป็นภาวะที่เศรษฐกิจชะงักงันสวนทางกับเงินเฟ้อที่พุ่งแรง ขณะที่ รศ.ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค และ ศุภวิชญ์ แก้วคูนอก จากศูนย์ KRAC เห็นพ้องว่าในยามวิกฤติ รัฐจำเป็นต้องมีทรัพยากรใหม่เพื่อประคับประคองสถานการณ์และวางรากฐานการฟื้นตัว มิฉะนั้น GDP อาจหดตัวจากผลกระทบด้านพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น
วงเงินกู้นี้ถูกแบ่งเป็นสองส่วนเท่ากัน ส่วนแรก 2 แสนล้านบาทใช้เยียวยาผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ส่วนที่สองอีก 2 แสนล้านบาทใช้เพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition) สู่พลังงานสะอาดและพัฒนาทักษะ AI แม้รัฐบาลจะยืนยันว่า เงินกู้เหล่านี้เน้นแหล่งเงินในประเทศทั้งหมดจะทำให้หนี้สาธารณะอยู่ที่ 69% ซึ่งยังไม่เกินเพดาน 70% ของ GDP แต่ในทางปฏิบัติ หนี้ก้อนนี้จะกลายเป็นภาระผูกพันที่ประชาชนทุกคนต้องร่วมรับผิดชอบในอนาคต ดังนั้นคำถามสำคัญที่ KRAC เน้นย้ำจึงไม่ใช่เพียงแค่ “ควรกู้หรือไม่” แต่คือรัฐบาลจะทำอย่างไรให้เงินกู้ที่กู้มาในนามสาธารณะถูกใช้อย่างเหมาะสมและปราศจากการคอร์รัปชัน
ประเด็นที่น่ากังวลคือความชัดเจนของเป้าหมาย โดยเฉพาะเงินกู้ส่วนที่สองเพื่อ “สร้างอนาคต” กว่า 2 แสนล้านบาท ที่ยังขาดรายละเอียดเชิงโครงสร้างและประสิทธิภาพในการปรับตัวของประเทศ มีการตั้งข้อสังเกตกันว่าอาจมีความเสี่ยงจากการเสนอโครงการแบบ Bottom-up จากหน่วยงานราชการที่อาจเป็นโครงการเดิมที่ไม่ผ่านงบประมาณปกติ แต่นำมาปรับปรุงใหม่เพื่อให้เข้ากรอบเงินกู้ ซึ่งหากขาดการกำหนดทิศทางแบบ Top-down ที่ชัดเจน เงินกู้อาจถูกใช้ไปกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าหรือโครงการที่ขาดความคุ้มค่า แต่แฝงแรงจูงใจทางการเมืองไว้เบื้องหลัง
หัวใจสำคัญของการป้องกันปัญหาคอร์รัปชันจึงอยู่ที่ “ความโปร่งใสในระดับรายโครงการ” รัฐบาลต้องเปิดเผยข้อมูลการใช้งบประมาณในรูปแบบที่ประชาชน สื่อมวลชน และภาคประชาสังคมสามารถเข้าถึง วิเคราะห์ และเปรียบเทียบได้ง่าย การเปิดเผยข้อมูลรายโครงการและผลลัพธ์จะเป็นการพิสูจน์ความจริงใจของรัฐบาลว่าคำว่า “ปฏิรูปประเทศ” ไม่ได้เป็นเพียงถ้อยคำทางการเมืองที่สวยงาม แต่เป็นกระบวนการที่ตรวจสอบได้จริง โดยเฉพาะเมื่อการติดตามตรวจสอบการใช้เงินมักจะอ่อนแรงลงหลังจากมติการกู้ผ่านพ้นไปแล้ว
เราเห็นว่า พ.ร.ก. เงินกู้ฉบับนี้ไม่ใช่เพียงการหาเงินมาเติมในระบบ แต่เป็นโอกาสที่รัฐบาลจะสร้างความไว้วางใจผ่านความรับผิดชอบ เมื่อ “หนี้” เป็นของ “สาธารณะ” สิทธิในการตรวจสอบย่อมเป็นของสาธารณะเช่นกัน รัฐบาลต้องทำให้มั่นใจว่ากระบวนการกลั่นกรองโดยคณะกรรมการที่มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธานนั้นมีความเข้มข้นและเปิดกว้าง เพื่อให้เงินทุกบาทถูกใช้ไปเพื่อประโยชน์สูงสุดและสร้างขีดความสามารถใหม่ให้ประเทศอย่างยั่งยืน สมกับความเสี่ยงที่หนี้สาธารณะขยับขึ้นไปเกือบชนเพดานวินัยการคลัง

