วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม 2569

Login
Login

Private Infrastructure: Built for resilience, designed for growth

Private Infrastructure: Built for resilience, designed for growth

เป็นเวลากว่าสองเดือนหลังจากการเริ่มต้นของการสู้รบในอิหร่าน ตลาดการเงินกลับดูมีความผันผวนน้อยอย่างน่าประหลาดใจแม้ว่าราคาพลังงานยังคงผันผวนและอยู่ในระดับสูง และความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐกิจยังคงอยู่ในระดับสูง แต่สินทรัพย์เสี่ยงโดยเฉพาะหุ้นกลับฟื้นตัวได้อย่างดีและทำจุดสูงสุดใหม่ได้ในเดือนเม.ย.โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีของสหรัฐ และตลาดหุ้นในเอเชียที่เกี่ยวข้องกับภาคอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ที่ปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น ทั้งนี้ จูเลียส์แบร์ได้ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อตลาดการเงินจากภาวะ External Shock ที่เกิดจากสงครามกลับมาสู่ภาวะ Expansion อีกครั้ง อย่างไรก็ดีเป็นอีกครั้งที่การ “Stay Invested, Stay Diversified” ยังคงเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสม

ในช่วงที่สภาวะเศรษฐกิจและการลงทุนทั่วโลกยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน นักลงทุนจำนวนมากเริ่มให้ความสำคัญกับสินทรัพย์ที่ช่วยรักษาเสถียรภาพของพอร์ต พร้อมกับยังมีโอกาสเติบโตในระยะยาว หนึ่งในสินทรัพย์ที่ได้รับความสนใจมากขึ้นอย่างต่อเนื่องคือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานนอกตลาดหลักทรัพย์ หรือ private infrastructure ซึ่งเป็นการลงทุนในสินทรัพย์จริงที่มีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินชีวิตและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

โครงสร้างพื้นฐานเป็นสิ่งที่ทุกประเทศจำเป็นต้องมี ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟฟ้า น้ำประปา การคมนาคม ท่าเรือ สนามบิน ไปจนถึงโครงสร้างด้านดิจิทัล เช่น ศูนย์ข้อมูลและเครือข่ายสื่อสาร สิ่งที่เปลี่ยนไปในปัจจุบันไม่ใช่ความจำเป็นของโครงสร้างพื้นฐาน แต่เป็นขนาดของเงินลงทุนที่ต้องใช้ ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากจากแนวโน้มการเติบโตของประชากร การขยายตัวของเมือง การใช้เทคโนโลยี และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ข้อมูลประเมินว่า เม็ดเงินลงทุนรวมด้านโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลกอาจสูงถึงกว่า 100 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในปี 2040 และภาครัฐเพียงฝ่ายเดียวอาจไม่สามารถรองรับภาระดังกล่าวได้ ทำให้บทบาทของเงินทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

จุดเด่นของ private infrastructure คือความมั่นคงของรายได้ สินทรัพย์ส่วนใหญ่ให้บริการที่จำเป็นต่อสังคม ความต้องการใช้งานค่อนข้างสม่ำเสมอ และรายได้มักอยู่ภายใต้สัญญาระยะยาวหรือกฎระเบียบที่ชัดเจน ส่งผลให้กระแสเงินสดมีความต่อเนื่องและผันผวนน้อยเมื่อเทียบกับสินทรัพย์เสี่ยงอื่น นอกจากนี้ รายได้ของโครงสร้างพื้นฐานมักเติบโตสอดคล้องกับมูลค่าเศรษฐกิจโดยรวม ทำให้มีความสามารถในการรักษามูลค่าที่แท้จริงในระยะยาว และในบางกรณียังสามารถส่งผ่านต้นทุนเงินเฟ้อไปยังผู้ใช้บริการได้บางส่วน

หลังจากช่วงหลายปีที่ราคาสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐานอยู่ในระดับค่อนข้างสูง ปัจจุบันมูลค่าการลงทุนเริ่มกลับมาใกล้ค่าเฉลี่ยในระยะยาวมากขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับตลาดหุ้น ราคามีความสมเหตุสมผลมากขึ้นและช่วยเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนในอนาคต ประเด็นนี้มีความสำคัญในช่วงที่นักลงทุนให้ความสนใจกับผลตอบแทนจากการลงทุนแบบสม่ำเสมอเช่นเงินปันผลที่มีความความมั่นคง และการกระจายความเสี่ยงมากกว่าการไล่หาผลตอบแทนระยะสั้น

แรงสนับสนุนในระยะยาวของโครงสร้างพื้นฐานยังมาจากแนวโน้มเชิงโครงสร้างหลายด้าน ทั้งการขยายตัวของเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ การลดการปล่อยคาร์บอน การลงทุนด้านพลังงานสะอาด รวมถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร แนวโน้มเหล่านี้ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากและใช้เวลาหลายปี ส่งผลให้การลงทุนใน private infrastructure สามารถสร้างรายได้ควบคู่ไปกับการเติบโตของมูลค่าในระยะยาว

อย่างไรก็ดี การลงทุนในสินทรัพย์ประเภทนี้จำเป็นต้องอาศัยการคัดเลือกอย่างรอบคอบ เพราะแต่ละโครงการมีความแตกต่างกันทั้งในด้านคุณภาพ ทําเล โครงสร้างรายได้ และความเสี่ยง กฎระเบียบของแต่ละประเทศ อัตราดอกเบี้ย และความเสี่ยงเชิงปฏิบัติการล้วนมีผลต่อผลตอบแทนในอนาคต การเลือกผู้จัดการกองทุนที่มีประสบการณ์และมีวินัยในการลงทุนจึงเป็นปัจจัยสำคัญ

โดยภาพรวม private infrastructure เป็นสินทรัพย์ที่ผสมผสานรายได้ที่ค่อนข้างมั่นคงเข้ากับโอกาสเติบโตในระยะยาว ท่ามกลางบริบทการลงทุนที่เน้นความยืดหยุ่นและความสามารถรับมือกับความผันผวนได้ดีขึ้น สินทรัพย์กลุ่มนี้จึงมีบทบาทที่น่าสนใจในพอร์ตการลงทุนที่ต้องการความสมดุลมากขึ้น

ทั้งนี้ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน ความเสี่ยงและขอคำแนะนำจากผู้แนะนำการลงทุนของท่านเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน ข้อมูลนี้จัดทำโดยอาศัยที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะซึ่งปรากฏขณะจัดทำ ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปแต่ละขณะ ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน