วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม 2569

Login
Login

เมกะโปรเจกต์บนเส้นขนาน : เมื่อไทยต้องเลือกข้างระหว่าง “ความคาดหวัง” และ “ความจริง”

เมกะโปรเจกต์บนเส้นขนาน : เมื่อไทยต้องเลือกข้างระหว่าง “ความคาดหวัง” และ “ความจริง”

ท่ามกลางภาวะที่ประเทศไทยกำลังถูกจับตามองด้วยความกังวลจากสถิติการเติบโตทางเศรษฐกิจที่รั้งท้ายในภูมิภาคอาเซียน แรงกดดันนี้ได้กลายเป็น “สารเร่งปฏิกิริยา” ให้ภาครัฐตัดสินใจเดิมพันครั้งใหญ่ผ่านนโยบาย Big Push ด้วยการเข็นชุดโครงการลงทุนขนาดมหึมา (Mega-projects) เรียงรายออกมาหวังพลิกฟื้นวิกฤติความเชื่อมั่น ทว่าภายใต้แผนการอันทะเยอทะยาน คำถามสำคัญที่สังคมต้องขบคิดคือ เรากำลังวิ่งไปข้างหน้าด้วยวิสัยทัศน์ที่ตกผลึก หรือเพียงเพราะความตื่นตระหนกจากตัวเลขรั้งท้าย?

บทความนี้มุ่งวิเคราะห์ผ่าน 3 หัวใจสำคัญที่จะตัดสินว่า การลงทุนมหาศาลครั้งนี้จะเป็น “เครื่องยนต์ใหม่” หรือ “สมอเรือ” ที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจไทยในยุคภูมิรัฐศาสตร์ผันผวน

1. ยุทธศาสตร์หนีอันดับสุดท้าย : เมื่อความเร่งรีบกลายเป็นดาบสองคม

การที่ไทยยืนอยู่ใกล้อันดับบ๊วยด้านการเติบโตในภูมิภาค บีบให้ภาครัฐต้องเร่งอัดฉีดโครงการตั้งแต่กลุ่มอุตสาหกรรม S-Curve, พลังงานสะอาด ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เพื่อเป็น “ยาแรง” ดึงประเทศออกจากกับดักรายได้ปานกลาง

ทว่าความเร่งรีบนี้มักมาพร้อมกับภาวะ “Short-termism” หรือการมุ่งหวังผลลัพธ์ระยะสั้นเพื่อตอบโจทย์ทางสถิติและเสถียรภาพทางการเมือง จนอาจละเลยการตรวจสอบความคุ้มค่าเชิงลึก (Due Diligence) และการประเมินระบบนิเวศรองรับ (Ecosystem) อย่างรอบด้าน หากเราอัดฉีดเม็ดเงินลงไปในโครงสร้างพื้นฐานโดยที่ทักษะแรงงานและกฎหมายระเบียบปฏิบัติ (Regulation) ปรับตัวไม่ทัน โครงการแสนล้านเหล่านี้อาจกลายเป็นเพียง “อนุสาวรีย์แห่งการลงทุน” ที่ไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value-added) ได้จริง และสร้างภาระหนี้สาธารณะที่ซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจในอนาคต

2. กับดักภูมิรัฐศาสตร์และตัวเลขแฝง : บทเรียนจาก “ภาษี 200%”

ในวันที่โลกเต็มไปด้วยความผันผวน (Volatility) นโยบายที่ภาครัฐวางไว้อาจถูกกระทบด้วยปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ โดยมีตัวเลขที่น่ากังวลเป็นดัชนีชี้วัดความเสี่ยง:

๐ สงครามการค้าและการตรวจสอบฐานฟอกตัว (Circumvention): การเร่งดึงดูดทุนจากมหาอำนาจขั้วหนึ่งเพื่อสร้างตัวเลขการเติบโต อาจทำให้ไทยตกเป็นเป้าของการคว่ำบาตรกะทันหัน ปรากฏการณ์ในอุตสาหกรรมแผงโซลาร์เซลล์ที่เคยเผชิญภาษีตอบโต้ (AD/CVD) สูงกว่า 200% คือบทเรียนราคาแพงว่าสินทรัพย์ที่ลงทุนไปสามารถกลายเป็น “สินทรัพย์ด้อยค่า” (Stranded Assets) ได้เพียงข้ามคืน

๐ ความเปราะบางทางการคลัง : ท่ามกลางหนี้สาธารณะที่ขยับเข้าใกล้เพดาน 70% ของ GDP ความเสี่ยงจะทวีคูณหากอัตราดอกเบี้ยโลกทรงตัวในระดับสูง (Higher for Longer) การผันผวนของค่าเงินเพียง 5-10% อาจทำให้งบประมาณนำเข้าเทคโนโลยีบานปลายจนยากจะควบคุม และอาจกระทบต่ออันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ของประเทศในระยะยาว

3. จาก “สะพาน” สู่ “โหนด” : การสร้างอำนาจต่อรองบนฐานที่มั่นแข็งแกร่ง

แนวคิดการเปลี่ยนไทยจาก “สะพานทางผ่าน” ให้กลายเป็น “โหนดสำคัญ” (Nodes) ในห่วงโซ่อุปทานโลกคือยุทธศาสตร์ที่มาถูกทาง แต่การเป็นโหนดที่มีคุณภาพต้องไม่ใช่เพียง “การสร้างเปลือก”

การลงทุนภาครัฐต้องขยายขอบเขตจากเพียงแค่คอนกรีต ท่าเรือ หรือนิคมอุตสาหกรรม ไปสู่การลงทุนใน “ความยืดหยุ่นทางยุทธศาสตร์” (Strategic Resilience) หากเราเร่งโครงการโดยขาดการเตรียมความพร้อมด้านแรงงานทักษะสูง (Skill Upgrading) และความโปร่งใส ประเทศไทยจะสูญเสียอำนาจต่อรอง และตกอยู่ในสถานะที่ “เราต้องการมหาอำนาจ มากกว่าที่เขาต้องการเรา” ซึ่งเป็นจุดอันตรายที่สุดของการทูตเศรษฐกิจ

บทสรุป : ก้าวที่มั่นคงบนสมรภูมิระเบียบโลกใหม่ (New World Order)

ท่ามกลางพายุภูมิรัฐศาสตร์ที่โหมกระหน่ำ วิกฤติพลังงานที่ยังคงเป็นชนักติดหลังเศรษฐกิจโลก และพฤติกรรมที่ถูกมองว่ามีความก้าวร้าวมากขึ้นของสหรัฐฯ ได้กลายเป็นแรงผลักดันให้เกิดกระแสสังคมที่ตั้งคำถามถึง “ระเบียบโลกเดิม” จนนำมาสู่แรงกดดันให้รัฐบาลต้องพิจารณาทางเลือกในระเบียบโลกใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้น

การมาเยือนของเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากปักกิ่งในช่วงระยะนี้ ยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ว่ารัฐบาลไทยอาจกำลัง “ตัดพ้อ” มหาอำนาจตะวันตกและหันไป “เอาอกเอาใจ” จีนมากขึ้น ซึ่งในความเป็นจริง ไทยมีสิทธิ์อันชอบธรรมที่จะดำเนินยุทธศาสตร์เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง และไม่จำเป็นต้องตกอยู่ในอาการ “เกรงกลัว” ต่ออำนาจเดิมเสมอไป

อย่างไรก็ตาม การขยับหมากเกมนี้ต้องเป็นไปด้วยความระมัดระวังและรอบคอบอย่างสูงสุด รัฐบาลต้องมั่นใจว่าการแสวงหาทางเลือกใหม่จะไม่นำมาซึ่งการสูญเสียผลประโยชน์มหาศาลจากการค้าและความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงที่มีอยู่เดิมกับฝั่งตะวันตก ตราบใดที่ “ทางเลือกใหม่” นั้นยังไม่ปรากฏเป็นรูปธรรมที่พึ่งพาได้จริง

ก้าวต่อไปของไทยจึงไม่ใช่เพียงการวิ่งให้ไวเพื่อหนีอันดับสุดท้าย แต่คือการก้าวให้มั่น การเดินหน้าเมกะโปรเจกต์เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน แต่ต้องกำกับด้วย “สติทางการคลัง” และความกล้าหาญที่จะปฏิเสธโครงการที่ดูสวยหรูในกระดาษแต่แฝงความเสี่ยงต่ออธิปไตยทางเศรษฐกิจ หากไทยสามารถบริหารจัดการโครงการมหาศาลเหล่านี้ได้อย่างมีระบบและโปร่งใส โดยไม่ยอมเพลี่ยงพล้ำต่อแรงกระแทกภูมิรัฐศาสตร์ เราจึงจะก้าวข้ามจากการเป็นผู้ตามในภูมิภาค สู่การเป็น “โหนดที่สำคัญและมั่นคง” ของเอเชียได้อย่างสง่างาม

ไม่ใช่เพียงการวิ่งพรวดพราดไปข้างหน้าจนล้มลงเพราะก้าวพลาดบนพื้นฐานที่สว่างไสวเพียงชั่วคราวจากเม็ดเงินลงทุน แต่เป็นก้าวที่ยั่งยืนท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างแท้จริง