สภาวะเงินเฟ้อ (Inflation) ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจและการลงทุนโลก ล่าสุดความกังวลนี้ได้กลับมาอีกครั้งจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง จากการปะทะกันระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุปทานพลังงานโลกผ่านการปิดเส้นทางยุทธศาสตร์อย่าง “ช่องแคบฮอร์มุซ”
ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางการค้าของโลก โดยเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็น 20% ของปริมาณการผลิตน้ำมันทั่วโลก และเป็นเส้นทางหลักของก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) อีกกว่า 20% การหยุดชะงักของเส้นทางดังกล่าวส่งผลให้ราคาพลังงานและวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้น (Cost-push Inflation) สร้างแรงกดดันต่ออำนาจซื้อของภาคครัวเรือนและเพิ่มต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจในวงกว้าง จนนำไปสู่ความกังวลว่าเศรษฐกิจโลกอาจเข้า สู่สภาวะ Stagflation ที่รับมือได้ยากกว่าเงินเฟ้อปกติ
ภาวะเงินเฟ้อ (Inflation) มักเกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจเติบโตร้อนแรง ผลิตภาพทางการผลิตสูง และตลาดแรงงาน ตึงตัว คนมีงานทำ มีรายได้เพิ่ม จึงออกมาจับจ่ายใช้สอยกันมาก จนสินค้าผลิตไม่ทันราคาสินค้าและบริการจึงสูงขึ้น ทำให้ธนาคารกลางต้องลดความร้อนแรงทางเศรษฐกิจและควบคุมเงินเฟ้อผ่านการดำเนินนโยบายการเงินแบบตึงตัว เช่น การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
ภาวะ Stagflation เป็นสภาวะที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงท่ามกลางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวหรือถดถอย และมีอัตราการว่างงานเพิ่มสูงขึ้น สภาวะนี้เคยเกิดขึ้นในปี 2517 (ค.ศ. 1974) เมื่อวิกฤตการณ์ราคาน้ำมันโลกผลักดันให้เงินเฟ้อสหรัฐฯ เพิ่มสูงถึง 11% ในขณะที่เศรษฐกิจถดถอยต่อเนื่องถึง 2 ปี
แม้ในปัจจุบัน (เมษายน 2569) ภาวะ Stagflation เต็มรูปแบบอาจจะยังไม่เกิดขึ้น แต่ภาวะเงินเฟ้อสูงจะคงอยู่ กับเศรษฐกิจทั่วโลกไปอีกระยะหนึ่ง เนื่องจากสงครามได้สร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาพลังงานและวัตถุดิบทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสินค้าเพิ่มขึ้น ดังนั้น การปรับกลยุทธ์การลงทุน ให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจและเงินเฟ้อจึงเป็นสิ่งที่ต้องกลับมาทบทวนและวางแผนการลงทุน โดยสินทรัพย์ลงทุนใน ช่วงภาวะเงินเฟ้อสูง ได้แก่
1. สินทรัพย์ที่จับต้องได้และมีมูลค่าในตัวเอง (Real Asset) สินทรัพย์กลุ่มนี้มีจุดเด่น คือ สามารถรักษามูลค่าได้ดีและจะปรับตัวขึ้นได้ในช่วงที่เกิดเงินเฟ้อ จึงมักถูกใช้เป็นเครื่องมือป้องกันเงินเฟ้อ เพื่อรักษาอำนาจซื้อ ได้แก่
· ทองคำ ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยเมื่อเกิดสงครามและเงินเฟ้อ
· สินค้าโภคภัณฑ์ เช่น น้ำมัน หรือแร่ธาตุต่างๆ
· กองทุนอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐาน เน้นกลุ่มที่มีรายได้จากค่าเช่าที่ปรับขึ้นตามเงินเฟ้อได้ เช่น คลังสินค้า
2. ตราสารทุน โดยเลือกลงทุน ดังนี้
· หุ้นกลุ่มคุณค่า (Value Stocks) มักจะทนทานกว่าหุ้นกลุ่มเติบโต (Growth Stocks) ที่ไวต่อการขึ้นอัตราดอกเบี้ย
· หุ้นกลุ่มที่มีความทนทานในทุกสภาวะเศรษฐกิจ (Defensive Stocks) มักเป็นหุ้นบริษัทที่ประกอบธุรกิจเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต บริษัทมีรายได้และกำไรสม่ำเสมอไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือร้าย
3. ตราสารหนี้ ได้แก่
· พันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อ (Inflation-Linked Bonds) ซึ่งจะปรับมูลค่าเงินต้นตามดัชนีเงินเฟ้อ
· ตราสารหนี้ระยะสั้น (Short-term Bonds) เพื่อลดความเสี่ยงจากการที่ราคาตราสารหนี้ปรับตัวลงเมื่อดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น และเพื่อให้สามารถหมุนเวียนเงินมาลงทุนในตราสารที่ให้ดอกเบี้ยสูงขึ้นได้เร็วขึ้น เพื่อช่วยสร้างกระแสเงินสดและลดความผันผวนให้กับพอร์ตการลงทุน
แม้สถิติในอดีตจะแสดงให้เห็นว่าภาวะ Stagflation และภาวะเงินเฟ้อมักส่งผลเชิงลบต่อสินทรัพย์ลงทุน แต่ยังมีกลุ่มของสินทรัพย์ลงทุนที่ได้ประโยชน์จากภาวะเงินเฟ้อ การเลือกสินทรัพย์ลงทุนและการจัดสรรสินทรัพย์ลงทุนเพื่อกระจายความเสี่ยง ยังคงเป็นกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพในการรักษาความมั่งคั่ง นักลงทุนควรติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิด และพิจารณาปรับสัดส่วนการลงทุนให้สอดคล้องกับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ภายใต้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ทางการเงินในระยะยาว


