เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับ “สึนามิต้นทุน” ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงจากราคาพลังงานโลกที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลกระทบต่อเนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง สถานการณ์ดังกล่าวนับเป็น “โจทย์ท้าทาย” ต่อการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ “แบงก์ชาติ”
โดยในวันนี้ (29 เม.ย.) คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของแบงก์ชาติจะประชุมเพื่อพิจารณาทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งนับเป็นการตัดสินใจที่ยากลำบาก เพราะ กนง. ต้องชั่งน้ำหนักระหว่าง “พื้นฐานเศรษฐกิจ” ที่ขณะนี้เต็มไปด้วยความเปราะบาง ทั้งจากภาคธุรกิจและครัวเรือน ขณะที่ “เงินเฟ้อ” มีแนวโน้มพุ่งขึ้นจาก “สึนามิต้นทุน” โดยภาพดังกล่าวจะชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
หากมองเฉพาะภาพ “เศรษฐกิจไทย” จะเห็นว่าอ่อนแอลงอย่างชัดเจน จากเดิมที่เป็น “เค-เชฟ” ปัจจุบันเปลี่ยนเป็น “อี-เชฟ” กล่าวคือ กลุ่มบนยังมีกำลังซื้อที่ดีต่อเนื่อง ขณะที่กลุ่มกลางเริ่มเผชิญปัญหาสภาพคล่อง ชักหน้าไม่ถึงหลัง ส่วนกลุ่มล่างยังคงจมอยู่กับภาระหนี้ที่สูงล้น ในภาวะปกติเราเชื่อว่า กนง. คงตัดสินใจ “ลดดอกเบี้ยนโยบาย” อย่างแน่นอน แต่สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้การตัดสินใจยากยิ่งขึ้น เพราะราคาพลังงานที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง ส่งผลให้ต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้นเป็นวงกว้าง
ขณะที่ “เงินเฟ้อ” แม้ตัวเลขเดือนมี.ค. 2569 จะยังติดลบต่อเนื่อง แต่สิ่งที่ต้องจับตาคือ “เงินเฟ้อแฝง” เพราะแม้ตัวเลขรายปีจะดูต่ำ แต่หากพิจารณารายเดือนจะพบว่าราคาสินค้าเริ่มปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีสัญญาณการส่งผ่านต้นทุนไปสู่เงินเฟ้อพื้นฐานในอนาคต หากแบงก์ชาติไม่ดำเนินการใด ๆ อาจถูกวิจารณ์ว่าดำเนินนโยบายล่าช้ากว่าสถานการณ์จริง หรือ “Behind the curve” อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดของนโยบายการเงินในปัจจุบันคือ ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นฝั่งอุปทาน หรือ “Supply Shock” ซึ่งทำให้เครื่องมือด้านดอกเบี้ยมีประสิทธิภาพจำกัดในการควบคุม เพราะต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอยู่นอกเหนือการควบคุมภายในประเทศ
นอกจากนี้ ปัจจัยด้าน “เสถียรภาพระบบการเงิน” และค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง ยังเป็นแรงกดดันต่อการตัดสินใจเชิงนโยบาย หากเงินบาทอ่อนค่ารุนแรงหรือมีเงินทุนไหลออก กนง. อาจจำเป็นต้องคงดอกเบี้ยไว้เพื่อรักษาเสถียรภาพ ขณะเดียวกัน ปัญหา “การส่งผ่านนโยบายการเงิน” ยังเป็นอุปสรรคสำคัญ เพราะแม้จะมีการลดดอกเบี้ยนโยบาย แต่ธนาคารพาณิชย์อาจไม่ได้ปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ในสัดส่วนเดียวกัน ทำให้การช่วยเหลือภาคธุรกิจและครัวเรือนไม่เต็มประสิทธิภาพ
ท่ามกลาง “สึนามิต้นทุน” ที่กำลังถาโถมเศรษฐกิจไทย ขณะที่พื้นฐานเศรษฐกิจยังอ่อนแอ เราเชื่อว่าการประชุมรอบนี้ กนง. น่าจะตัดสินใจ “คง” ดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิม เพื่อรอดูสถานการณ์ พร้อมพยุงเศรษฐกิจที่เปราะบาง ท่ามกลางความเสี่ยงเงินเฟ้อที่อาจเร่งตัวขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ตาม โจทย์ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ “การสื่อสารที่ชัดเจน” ของ กนง. ต่อมุมมองเศรษฐกิจและเงินเฟ้อจาก Supply Shock เพราะการสื่อสารที่ชัดเจนจะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาด และต้องเฝ้าระวังปัจจัยแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เพื่อให้การดำเนินนโยบายสอดรับกับสถานการณ์ที่ผันผวนอย่างทันท่วงที


