ในอดีตเมื่อเราซื้อสินค้ายกตัวอย่าง เช่น โทรศัพท์มือถือ แล้วต้องการประกันภัยเพื่อปกป้องความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ หน้าจอแตกร้าว เราอาจจะต้องตั้งใจค้นหาข้อมูล เปรียบเทียบ และซื้อประกันจากผู้ขายประกันภัยโดยตรงจากช่องทางเว็บไซต์นายหน้า หรือบริษัทประกันภัยซึ่งมีกระบวนการมากมายและใช้ระยะเวลานาน แต่ในยุคปัจจุบันที่การซื้อขายสินค้าหรือบริการต่าง ๆ สามารถทำได้ง่ายผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล เช่น การซื้อสินค้าออนไลน์ การซื้อตั๋วเครื่องบิน บริการเรียกรถผ่านแอปพลิเคชั่น บริการเช่ารถ บริการรับส่งพัสดุ ฯลฯ ในขณะที่เรากำลังจะซื้อสินค้าหรือบริการก็มักจะมี “ประกันภัย” มาให้ได้พิจารณาเลือกซื้อโดยอัตโนมัติ หรือบางกรณีอาจจะมีประกันภัยรวมอยู่ด้วยในรูปแบบบริการเสริม สิทธิประโยชน์ให้กับสินค้าหรือบริการหลักโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ซึ่งประกันภัยที่ถูกนำเสนอพร้อมกับการซื้อสินค้า/บริการต่าง ๆ เรียกให้รู้จักกันอย่างง่ายๆ ว่า “Embedded Insurance”
Embedded Insurance[1] คือ การนำประกันภัยมาผสานหรือฝังตัวเข้ากับสินค้าหรือบริการโดยตรง สามารถพบได้ใน 2 รูปแบบหลัก ได้แก่
1) Bundled/Built-in ประกันภัยที่ถูกรวมอยู่ในราคาของสินค้าหรือบริการหลักเรียบร้อยแล้วโดยอัตโนมัติ ถือเป็นส่วนหนึ่งของสินค้าหรือบริการ ผู้บริโภคไม่ต้องซื้อเพิ่มและไม่สามารถปฏิเสธความคุ้มครองได้ ในบางกรณีอาจจะถูกนำเสนอในรูปแบบของสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม หรือบริการเสริมให้กับลูกค้า
2) Optional (Opt-in/Opt-out) ความคุ้มครองหรือแผนประกันที่เป็นทางเลือกโดยผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อเพิ่มเติมหรือไม่ซื้อก็ได้
ที่จริงแล้วการนำเสนอประกันในรูปแบบของ Embedded Insurance ได้เป็นที่แพร่หลายมาระยะหนึ่งแล้วและไม่ใช่แนวคิดใหม่ อย่างไรก็ตาม การเติบโตของแพลตฟอร์มดิจิทัลและเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง E-Commerce เป็นแรงขับเคลื่อนให้ Embedded Insurance มีแนวโน้มเติบโตอย่างรวดเร็ว
จากรายงาน Thailand e-Conomy SEA Report ระบุว่า ในปี 2025 เศรษฐกิจดิจิทัลของไทยคาดว่าจะมีมูลค่า 5.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เติบโต 16% จากปี 2024 และ อีคอมเมิร์ซของไทยมีการเติบโตเร็วที่สุดในภูมิภาค คาดว่าจะมีมูลค่า 3.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือเติบโต 22%[2]
ขณะที่รายงานของ McKinsey&Company คาดว่า ตลาด Embedded Insurance ในภูมิภาคเอเชียอาจมีมูลค่าเบี้ยประกันภัยสูงถึงประมาณ 270 พันล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2030[3]
จุดเด่นของประกันภัยรูปแบบ Embedded Insurance คือช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงประกันภัยได้ง่ายขึ้น สะดวกรวดเร็ว ได้รับความคุ้มครองที่สอดคล้องกับสินค้าหรือบริการนั้นๆ โดยไม่ต้องค้นหาข้อมูลเปรียบเทียบหรือติดต่อบริษัทประกันโดยตรง และได้รับความคุ้มครองทันทีหลังจากซื้อสินค้าหรือใช้บริการเรียบร้อยแล้ว
ถึงแม้ว่าการทำประกันในรูปแบบนี้จะมีความง่าย สะดวก รวดเร็ว แต่ในบางกรณีก็อาจทำให้ผู้บริโภคมีการทำประกันภัยโดยไม่ได้ตั้งใจ หรือไม่ทราบรายละเอียดความคุ้มครองของกรมธรรม์ เมื่อเกิดความเสียหายขึ้นแล้วแต่ไม่ได้ทำการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน รวมถึงอาจจะมีการทำประกันซ้ำซ้อน ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น
1) ผู้บริโภครีบเร่งในการซื้อสินค้า/บริการ ทำให้มีการเลือกตัวเลือก “ทำประกัน” ระหว่างขั้นตอนการซื้อสินค้าและบริการ โดยอาจจะไม่ได้สังเกตุหรืออ่านรายละเอียดอย่างถี่ถ้วน
2) ประกันภัยถูกนำเสนอในรูปแบบของแถม สิทธิประโยชน์โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ทำให้ผู้บริโภคอาจจะไม่ให้ความสำคัญ และละเลยการศึกษารายละเอียดความคุ้มครอง
3) ผู้บริโภคทราบรายละเอียดของกรมธรรม์หรือความคุ้มครองแล้ว แต่อาจลืมว่าตนเองมีความคุ้มครองดังกล่าวอยู่
ด้วยสาเหตุเหล่านี้เอง เมื่อเกิดอุบัติเหตุ และสินค้าหรือบริการเกิดความเสียหาย ผู้บริโภคบางส่วนอาจไม่ทราบหรือลืมว่าตนเองมีประกันภัยที่สามารถเรียกร้องค่าสินไหมได้ ทำให้ผู้บริโภคเสียสิทธิ์ในกรมธรรม์ หรือไม่ได้รับสิทธิประโยชน์จากความคุ้มครองที่ตนเองมีอยู่
ดังนั้น ขณะที่ผู้บริโภคกำลังซื้อสินค้าหรือบริการใด ๆ ควรตรวจสอบก่อนว่ามีการนำเสนอประกันภัยมาพร้อมกับสินค้าหรือบริการหรือไม่ และนำเสนอด้วยรูปแบบใด เช่น เป็นสิทธิประโยชน์ที่รวมอยู่ในสินค้าโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม (Bundled/Built-in) หรือเป็นแบบทางเลือก (Opt-in/Opt-out) และก่อนที่จะตัดสินใจทำประกันภัยผู้บริโภคควรพิจารณารายละเอียดสำคัญ เช่น
1) ระยะเวลาความคุ้มครอง
2) รายละเอียดความคุ้มครอง
3) ข้อยกเว้นที่สำคัญ
4) ขั้นตอนการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน
เมื่อซื้อสินค้าหรือบริการ พร้อมทำประกันภัยเรียบร้อยแล้ว การเก็บรวบรวมเอกสารหรือข้อมูลกรมธรรม์ให้เป็นระเบียบก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ช่วยป้องกันการลืม และการทำประกันภัยซ้ำซ้อนได้อีกด้วย
สำหรับ ธุรกิจประกันภัย Embedded Insurance ไม่ได้เป็นเพียงช่องทางในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคเท่านั้น แต่เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่สร้างความสะดวกสบายและง่ายต่อการเข้าถึงให้กับผู้บริโภคยุคดิจิทัล ดังนั้น ธุรกิจประกันภัยจึงมุ่งเน้นพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัย รวมถึงกระบวนการการให้บริการทั้งก่อนและหลังการขายให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคอยู่เสมอ อย่างไรก็ตามผู้บริโภคควรศึกษาและทำความเข้าใจรายละเอียดความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัยก่อนตัดสินใจทำประกันทุกครั้ง เพื่อเป็นการปกป้องสิทธิ์ของตนเอง และเพื่อให้ได้รับประโยชน์อย่างแท้จริงจากการทำประกันภัย


