สองสามวันที่ผ่านมา “กรรมกรข่าว” รายการข่าวทีวีชื่อดังรายงานว่า “อุทาหรณ์คนเคยรวย ถูกรางวัลที่ 1 ได้เงิน 6 ล้าน แบ่งสามีคนละครึ่ง 8 ปีผ่านไป เหลือเงินแค่ 8,000 บาท ต้องมาเป็นแม่ค้าเร่ขายล็อตเตอร์รี่ เผยจุดพีกเคยทุ่มซื้อล็อตเตอร์รี่อย่างบ้าคลั่ง หวังถูกรางวัลที่ 1 อีกครั้ง เคยทุ่มเงินซื้อมากที่สุดถึง 400,000 บาท แต่ไม่ถูกรางวัลอีกเลยแม้แต่ใบเดียว”
เจ้าตัวที่เป็นที่มาของข่าวเคยเป็นช่างเสริมสวย ได้บอกด้วยว่า ตนเป็นเหมือนที่เขาพูดเปรียบเปรยกันมาตลอดว่าเป็น “สาวล้อถูกหวย” คือ รวยจากการ “ถูกหวย” เพราะ “โชคดี” แต่สุดท้ายเงินที่ได้มามากมายก็ถูกใช้จนหมดไปอย่างรวดเร็ว กลับมาจนเหมือนเดิม และชีวิตกลับแย่ลง ตนเองก็ต้องหย่ากับสามี ทั้งหมดนั้นเป็นเพราะขาดการวางแผนทางการเงินที่ดีหลังจากได้เงินรางวัลมา
เรื่องราวแบบนี้ คือ รวยขึ้นมาก ๆ อย่างรวดเร็ว ด้วยเหตุการณ์หรือเหตุผลบางอย่าง เช่น การเล่นพนัน การเก็งกำไร ที่เป็นเรื่องบังเอิญหรือเกิดจาก “โชค” ที่มีโอกาสน้อยมากอย่างการถูกล็อตเตอร์รี่รางวัลที่ 1 ไม่ใช่การเกิดขึ้นเนื่องจากความสามารถในการทำงานที่สามารถทำซ้ำได้บ่อย ๆ
หรือ รวยขึ้นมาก ๆ อย่างรวดเร็วจากการทำงาน โดยเฉพาะที่เป็นการแข่งขันที่ต้องอาศัยความสามารถสูง และการได้รางวัลที่เป็นเม็ดเงินสูงมาก เช่น การชนะในการแข่งขันในเกมกีฬาต่าง ๆ เช่น การเป็นนักมวยที่ได้เหรียญทองโอลิมปิกหรือเป็นแชมป์โลกมวยอาชีพที่ทำให้ได้รับเงินเป็นรางวัลจำนวนมากเมื่อเทียบกับรายได้ปกติของตน อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้น โอกาสที่จะรับรางวัลซ้ำก็จะมีน้อยลงเนื่องจากเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับอายุที่มากขึ้นของคนทำด้วย
นอกจากนั้น นิยามของคำว่ารวยขึ้นมาก ๆ ก็คือ ต้องทียบกับรายได้ปกติ อย่างในกรณีของช่างเสริมสวย ถ้าคิดว่ารายได้ปกติคือเดือนละ 25,000 บาท ปีหนึ่งก็จะเท่ากับ 300,000 บาท การที่เขาได้เงินมาทันที 6 ล้านบาทก็คือ เท่ากับเงินรายได้จากการทำงาน 20 ปี นี่ถือว่าเป็นเงินจำนวนมหาศาล และถ้าเขาบริหารเงินได้ดี นำไปลงทุนได้ผลตอบแทนปีละ 5% ก็จะมีรายได้ปีละ 300,000 บาท ซึ่งเท่ากับเงินรายได้ปกติของเขา นั่นแปลว่าเขาสามารถอยู่ได้แบบเดิมโดยไม่ต้องทำงานตลอดชีวิตโดยที่ยังมีความมั่งคั่งเป็นหลักประกันถึง 6 ล้านบาท
แต่ในโลกของความเป็นจริง คนที่ได้เงินแบบ “ลาภลอย” หรือคนที่ได้เงินมาจาก “โชค” หรือคนที่ได้เงินจากความสามารถจำนวนมหาศาล แต่จะไม่ได้มาอย่างยาวนานหรือยั่งยืนนั้น จำนวนมาก กลับ “จนลงอย่างรวดเร็ว” และชีวิตหลังจากรวยขึ้นทันที ก็มีความสุขสั้นมาก หลังจากนั้น ทุกอย่างแทบจะเป็น “หายนะ” หลายคนล้มละลาย รวมถึงนักมวยระดับแชมป์โลกอย่างไม้ค์ ไทสัน และนักมวยชื่อดังของไทยอีกหลายคน
คนกลุ่มอื่นที่ผมเองพบบ่อยแต่ไม่ค่อยเป็นข่าวก็คือ คนที่มีรายได้ไม่มากและใช้ชีวิตคนชั้นกลางหรือคนชั้นกลางระดับสูงมาตลอด แต่อยู่ ๆ ก็ได้รับมรดกเป็นบ้านพร้อมที่ดินกลางเมืองที่มีราคาสูงมาก และได้ขายที่ดินนั้นไปได้เงินมาคิดเป็นเงินแล้วอาจจะเท่ากับรายได้มากกว่า 20 ปี ของตนเอง เช่น รายได้ของตนเองคือเดือนละ 50,000 บาทหรือปีละ 6 แสนบาท ได้เงินสดจากการขายบ้าน 30 ล้านบาท หรือเท่ากับรายได้ 50 ปี แต่สุดท้าย ภายในเวลาไม่เกิน 10 ปี เงินก็หมด เพราะเขา “บริหารเงินไม่เป็น”
ตัวอย่างสุดท้ายที่ผมคิดว่าหลายคนอาจจะไม่ตระหนักก็คือ ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยในตลาดหุ้นหรือตลาดการลงทุนที่เป็นการเก็งกำไรอย่างตลาดคริปโต ตลาดโลหะมีค่าเช่น ทองหรือเงิน เป็นต้น ที่เราได้เห็นคนที่ รวยมาก ๆ แบบ “มโหฬาร” เป็น 10 100 หรือพันล้านบาทก็มี จากการ “เก็งกำไร” ที่เจ้าตัวมักจะบอกว่ามันเป็น “การลงทุน”
กรณีสมมุติขึ้นก็คือ คนที่รวยมาก ๆ ขนาด “เปลี่ยนชีวิต” คือทำเงินจากตลาดหุ้นได้มากในช่วงพีกมีพอร์ตถึง 500 ล้านบาทหรือคิดเทียบกับรายจ่ายปกติก่อนที่จะรวยที่ปีละ 5 ล้านบาท ก็คือ 100 เท่าหรืออยู่ได้ 100 ปีโดยไม่ต้องทำงานถ้าใช้มาตรฐานชีวิตแบบเดิม
แต่พอร์ตหุ้น 500 ล้านบาทที่ได้มานั้น เขาได้มาในช่วง “ปีทองของการเก็งกำไรในตลาดหุ้น” คือช่วงตั้งแต่ปี 2552 ถึง 2560 เป็นเวลาเกือบ 10 ปี คือช่วงตั้งแต่หลังปีวิกฤติ ซับไพร์มถึงปีก่อนโควิด 19 ที่ หุ้น “แนว VI” ขนาดเล็ก-กลางเติบโตขึ้นมาก และกลายเป็นหุ้นที่ถูกใช้เก็งกำไรโดย “นักเก็งกำไร” ที่เรียกตนเองว่าเป็น “Value Investor”
แต่จริง ๆ แล้ว เขาอาจจะ “เก็งกำไร” โดยไม่รู้ตัว เพราะเขามักจะเล่นหุ้นแบบทุ่มซื้อทีละตัวโดยไม่กระจายความเสี่ยง นอกจากนั้นก็ยังใช้มาร์จินซื้อหุ้นจำนวนมาก ซึ่งในภาวะที่ตลาดและหุ้นตัวนั้นอยู่ใน “กระแส” ของนักลงทุน “กลุ่ม VI” ซึ่งผลก็คือ หุ้นวิ่งระเบิด ราคาสูงลิ่วและแพงจัดวัดจากค่า PE ที่หลาย ๆ สิบเท่า ทั้งที่ไม่ใช่ซุปเปอร์สต็อก เพียงแต่ “โตเร็วและตัวเล็ก” หุ้นถูก “คอร์เนอร์” คือคนเข้าไปซื้อโดยไม่ได้อิงกับพื้นฐานที่แท้จริง แต่ซื้อเพราะหุ้นวิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ
แน่นอนว่าผมไม่มีข้อมูลว่า “นักเก็งกำไร” กลุ่มดังกล่าวจนลงหรือมีพอร์ตลดลงมากน้อยแค่ไหนหลังจาก “กระแสหุ้น VI” ดับลงหลังจากปีโควิดและหุ้นตัวเล็กตัวน้อยที่ราคาเคยพุ่งขึ้นไปมหาศาลเป็นจรวด ตกลงมาแรงจนราคาเหลือเท่าเดิมก่อนขึ้นหรือบางตัวหนักยิ่งกว่า รวมทั้งปริมาณการซื้อ-ขายก็ลดลงจนแทบขายไม่ได้สำหรับคนที่ถือหุ้นมาก ๆ แต่ผมก็เชื่อว่าหลายคนนั้นก็อาจจะกลับไปสู่ที่จุดเดิมก่อนรวยจากการเก็งกำไร
นั่นทำให้ผมนึกถึงเจสซี่ ลิเวอร์มอร์ นักเก็งกำไรบันลือโลก ที่รวยมาก ๆ และจนลงหนักถึง 3 ครั้งก่อนฆ่าตัวตาย ผมคิดว่า เขาบริหารเงินที่ได้มาอย่างรวดเร็วแบบมโหฬารไม่เป็น ทำไมเมื่อชนะแล้ว จึงไม่หยุด แล้วใช้เงินที่ได้อย่างฟุ่มเฟือยมีความสุขตลอดชีวิต?
คำตอบสำหรับเรื่องราวทั้งหมดนั้น ผมคิดว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับจิตวิทยาทางการเงินและสังคมประมาณ 3-4 เรื่อง
เรื่องแรกก็คือ เมื่อคนเริ่มรวยแบบมาก ๆ สิ่งแรกที่จะทำก็คือ การประกาศความสำเร็จ ให้คนรู้และยอมรับ เพราะความรวยคือความสำเร็จสำหรับคนทั่วไป คนถูกล็อตเตอร์รี่ก็จะบอกญาติพี่น้องคนรู้จัก นักลงทุนหรือนักเก็งกำไรก็ต้องการ “โชว์พอร์ต” ตามทฤษฎีความต้องการของแมสโลว์ที่ว่า ความต้องการของคนมี 5 ระดับคือ เริ่มจากความต้องการทางร่างกายเช่น อาหาร ปัจจัยสี่ ต่อมาคือความมั่นคงในชีวิต 3 คือการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมหรือมีเพื่อนและข้อ 4 ก็คือ เมื่อได้ทั้ง 3 ข้อแล้วก็ต้องการเป็นที่ยอมรับและได้รับความนับถือ และสุดท้ายก็คือ ขั้นที่ 5 ก็คือขั้น “นิพพาน” รู้จักตัวตนและศักยภาพของตนเอง
นั่นทำให้หลายคนที่รวยกะทันหันต้อง “แจกเงิน” ให้ใครต่อใครที่รู้ข่าวและเข้ามาหา เงินหมดไปแล้วก้อนหนึ่ง บางทีก็ก้อนใหญ่ด้วย อย่างช่างเสริมสวยก็ให้สามีไปครึ่งหนึ่ง เป็นต้น
เรื่องที่ 2 ก็คือ คนที่รวยมากอย่างรวดเร็วนั้น ก็จะเริ่มเปลี่ยนแปลงการใช้จ่ายของตนเอง นั่นคือ จะใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยและเพิ่มขึ้นมากแบบถาวร เรียกแบบวิชาการว่า “Life Style Inflation” เช่น ต้องอยู่ในบ้านที่ใหญ่และดีขึ้นมาก ไปท่องเที่ยวต่างประเทศก็ต้องนั่งเครื่องบินชั้นธุรกิจ เครื่องแต่งกายก็ต้องเป็นแบรนด์เนม และกินอาหารก็ต้องตามภัตตาคารหรู เป็นต้น ระดับการใช้จ่ายอาจจะสูงกว่าเดิมหลายเท่าตลอดไป ขณะที่เงินเพิ่มครั้งเดียว
เรื่องที่ 3 ซึ่งน่าจะสำคัญที่สุดก็คือ พวกเขาจะคิดว่าตนเองนั้นจะโชคดีต่อไปเรื่อย ๆ หรือไม่ก็คิดว่าตนเอง “เก่ง” มีความสามารถหาเงินแบบเดิมได้อีกเรื่อย ๆ เขาคิดแม้กระทั่งว่าจะถูกล็อตเตอร์รี่รางวัลที่ 1 อีก เมื่อไม่ได้ก็จะระดมซื้อเพิ่มขึ้นบางงวดเป็นแสนบาท เป็นต้น ส่วนกรณีนักเก็งกำไรนั้น พวกเขาก็มักคิดว่าตนเองเป็น “เซียนหุ้น” เขาจะเล่นหรือลงทุนได้กำไรแบบเดิมตลอดไป เขาเคยทำได้ ถึงตอนนี้ตลาดไม่ดีอาจจะแย่ แต่สุดท้ายเขาก็จะกลับมาใหม่และจะรวยขึ้นยิ่งกว่าเดิม
เขาไม่เคยเชื่อว่าที่เขากำไรมหาศาลนั้น อาจจะมาจาก “โชค” และจังหวะที่ผ่านไปแล้ว โอกาสน้อยมากที่เขาจะรวยได้แบบเดิมอีก ดังนั้น เขาก็จะทุ่มเงินเข้าไปเก็งกำไรเพิ่มขึ้น ใช้เงินกู้มากขึ้น เขามักจะมีความมั่นใจสูงมากว่าเขาจะไม่พลาด ในทางวิชาการเรียกว่า “Gambler’s Fallacy” คือ ไม่ได้คิดจากเหตุผลหรือความจริงทางวิทยาศาสตร์ ชอบพนันจากรูปแบบที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น เช่น เคยเล่นหุ้นแบบนี้แล้วบังเอิญกำไรมาหลายรอบ ก็จะเล่นแบบนี้อีกโดยไม่รู้ว่าที่ได้กำไรนั้นเป็นเหตุผลอื่นหรือโชคดี แต่จริง ๆ แล้วหุ้นนั้นอาจจะไม่ได้ขึ้นจากพื้นฐานที่แท้จริง เป็นต้น
ว่าที่จริง เรื่องที่ 3 นั้น ในหลาย ๆ กรณีโดยเฉพาะที่เป็นการ “รวยแบบเศรษฐี” คือมีเงินหรือได้เงินมากเป็นอย่างน้อยหลายสิบหรือหลายร้อยล้านบาทหรือมากกว่า เป็นสิ่งที่ทำให้คนจนลงหรือรวยน้อยลงไปมากจนอาจจะเรียกว่า “เปลี่ยนชีวิตกลับไปใหม่” ได้มาก เพราะลำพังการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือยขึ้นและการที่จะแจกเงินเพื่อซื้อสถานะอย่างในเรื่องที่ 2 หรือที่ 1 นั้น ก็มักจะไม่กระทบกับความมั่งคั่งที่ได้มานัก แต่การลงทุนหรือเล่นเก็งกำไรไม่หยุดสไตล์เจสซี่ ลิเวอร์มอร์ เพื่อหวังจะให้มั่งคั่งสูงสุดนั้น มักจะมีความเสี่ยงสูง และวันหนึ่งก็มักจะพลาดและก่อให้เกิด “หายนะ” ได้
บทเรียนสำคัญสำหรับคนที่รวยเร็วมากและรวยเหลือล้นก็คือ ส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดนั้น มักจะมาครั้งเดียวหรือจะมาอีกไม่นาน อย่าเข้าข้างตัวเองว่าเป็นเพราะฝีมือหรือความสามารถพิเศษของตนเอง หน้าที่เราก็คือ พยายามรักษามันไว้ บริหารให้ดี ลดความเสี่ยงให้ต่ำลง และวางแผนการใช้เงินให้เหมาะสมกับชีวิตตลอดไป





