วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน 2569

Login
Login

ลงทุนในสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนสูง

ลงทุนในสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนสูง

สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา/อิสราเอล กับอิหร่าน ผ่านไปแล้วเกือบสองเดือน แม้จะมีความพยายามจากนานาชาติให้มีการเจรจาเพื่อยุติสงคราม แต่การเจรจายังคงยืดเยื้อ และผลของการเจรจายังคงมีความไม่แน่นอน

อย่างไรก็ดี หลังจากที่ตลาดทุนโลก ตกใจกับการทำสงครามครั้งนี้ และราคาสินทรัพย์ลงทุนต่างๆ กระโดดขึ้น-ลงในระยะสั้น ตามข่าวรายวันที่ออกมาจากทั้งสองฝ่ายไปได้ระยะหนึ่ง โดยให้น้ำหนักไปกับฝั่งของสหรัฐอเมริกามากกว่า พอถึงฤดูกาลประกาศผลประกอบการในเดือนเมษายน ตลาดทุนส่วนใหญ่ก็ออกอาการตื่นเต้น และเหมือนจะลืมๆเรื่องสงครามไป ทั้งยังได้แสดงอาการเพิกเฉยต่อผลกระทบด้านลบในระยะปานกลางและระยะยาวของสงครามต่อเศรษฐกิจโลก

ในขณะที่ผู้ลงทุนระยะสั้น ซื้อ ๆ ขาย ๆ รู้สึกสนุกสนานกับการเทรดหุ้นรายวัน ผู้ลงทุนที่มองยาว มองไกล อาจรู้สึกกำลัง “ตกรถ”

ดัชนีความโลภและความกลัว (Greed & Fear Index) ของ CNN ปรับขึ้นจาก ระดับ “กลัวสุดขีด” (Extreme Fear) ที่ระดับดัชนี 14 เมื่อหนึ่งเดือนก่อน คือเมื่อปลายเดือนมีนาคม 2569 มาเป็น “โลภ” (Greed) ที่ระดับ 66 ในวันที่ 23 เมษายน โดยมีตัวชี้วัดเกี่ยวกับความต้องการย้ายไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ “ปลอดภัย” (Safe Heaven Demand) ลดลงไปอย่างมาก และตอนนี้ดัชนีต่างๆขึ้นไปด้วยแรงส่งของตลาด หรือ สรุปว่าตอนนี้ Market Momentum พาตลาดปรับตัวขึ้นไป

สาเหตุหนึ่งที่แรงส่งของตลาดออกมาดี เนื่องจากมีการ “บังคับซื้อ” หรือ Forced Buy ซึ่งก็ตรงกันข้ามกับ Forced Sell คือเมื่อค่าความผันผวนของตลาดลดลงมาถึงระดับหนึ่ง โปรแกรมคอมพิวเตอร์จะชี้ไปว่าเป็นจุดที่ต้องซื้อ จึงมีผู้ลงทุนเข้าซื้อหลักทรัพย์ (ส่วนใหญ่ก็คือหุ้นทุนและกองทุนหุ้นทุน) กันอย่างหนาแน่น

แรงส่งของตลาดจะพากลุ่มสินทรัพย์เสี่ยง (Risky Assets) ไปถึงไหน แรงจะหมดลงเมื่อไร ขึ้นอยู่กับผู้ลงทุนทั้งหลายในตลาดด้วยว่ามีกลุ่มใหม่ๆเข้ามาร่วมวงด้วยไหม หากมีก็จะขยายเวลาของตลาดขาขึ้นไปได้อีกช่วงหนึ่ง หลังจากหมดข่าวดีเรื่องผลประกอบการ และไม่มีข่าวร้าย(มากขึ้น)เรื่องสงคราม

ภาวะเช่นนี้ ควรทำอย่างไร?

แนะนำกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ต่างๆให้หลากหลายค่ะ แม้เมื่อปีที่แล้ว MorningStars จะมีการทำวิจัยแล้วว่า การกระจายการลงทุนในยุคสิบปีหลังนี้ ไม่ค่อยได้ลดความเสี่ยงลงมากเหมือนเดิม เนื่องจากสินทรัพย์ลงทุนในโลก เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันมากขึ้น คือขึ้นก็ขึ้นเหมือนกันแต่ขึ้นมากขึ้นน้อย และขาลงก็ลงเหมือนกัน เพียงแต่ลงมากลงน้อย แต่หากเราถือว่าเป็นการกระจายโอกาสรับผลตอบแทน ก็จะทำให้เราไม่เสียโอกาส

  ดังนั้นสิ่งเดียวที่จะลดความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนได้ในตอนนี้ คือเงินสดเงินฝากค่ะ หากเห็นว่าสถานการณ์ในช่วงเวลาข้างหน้าจะไม่ดี เราก็เพิ่มการถือครองเงินสดให้มากขึ้น หากเห็นว่าสถานการณ์จะปลอดโปร่ง เราก็ลดการถือครองเงินสดลง เพราะเงินสดมีมูลค่าเท่าเดิม (เว้นแต่กรณีที่อัตราเงินเฟ้อสูงจนอำนาจซื้อลดลงอย่างมาก) ในขณะที่ราคาสินทรัพย์ลงทุนอื่นๆมีโอกาสขึ้นหรือลงได้ตลอดเวลา

ข้อมูลค่าสัมประสิทธิ์ความสัมพันธ์ (Correlation Coefficient) ของแต่ละสินทรัพย์ ว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างไรในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (ค.ศ. 2016-2025) แสดงให้เห็นความสัมพันธ์แน่นแฟ้นระหว่างสินทรัพย์ต่างๆมีสูงจนน่าตกใจ ยกตัวอย่าง ดัชนี MSCI World ซึ่งใช้แทนการเคลื่อนไหวของหุ้นโลก มีค่าสัมประสิทธิ์ความสัมพันธ์ ​(ต่อไปขอเรียกย่อๆว่าความสัมพันธ์) กับดัชนี S&P500 เกือบ 1.0 แปลว่าถ้า S&P500 ขึ้นไป 5% MSCI World ก็จะขึ้นไปด้วยประมาณ 5% ถ้าลง 3% ก็จะลงด้วยกัน 3% เป็นฝาแฝดเลยทีเดียว เปรียบเทียบกับสมัยก่อน ค่าจะอยู่ประมาณ 0.95 ถึง 0.97 แต่ในปีที่แล้ว คือปี 2025 ขึ้นไป 0.99 และค่าย้อนหลัง 10 ปี สูงจนปัดเศษได้เป็น 1.0 หรือเรียกว่า Perfectly Correlated ซึ่งตามทฤษฎีที่เรียนมานั้น ส่วนใหญ่การจะเคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกับเป๊ะ มักจะเป็นความสัมพันธ์กับตัวเองค่ะ

ความสัมพันธ์ของตลาดหุ้นที่เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน เพิ่มอย่างมีนัยยะในปี 2025 โดยหุ้นตลาดเกิดใหม่ ซึ่งปกติไม่ค่อยสัมพันธ์กับ S&P500 สูงมากนัก (อยู่ที่ประมาณ 0.55 หรือ 55%ในช่วง 10 ปี) กลายเป็นมีความสัมพันธ์สูงถึง 0.92 หรือ 92%

อีกตัวอย่างหนึ่งคือ หุ้นญี่ปุ่น โดยดัชนี Nikkei มีความสัมพันธ์กับ S&P500 ถึง 0.94 ส่งผลให้ความสัมพันธ์ 10 ปีย้อนหลังของหุ้นญี่ปุ่นและ S&P500 เพิ่มเป็น 0.97

นอกจากนี้ การขึ้นลงของดัชนี S&P500 ยังมีค่าความสัมพันธ์กับทองคำเพิ่มขึ้นด้วยค่ะ แม้ในปีที่แล้ว ค่าความสัมพันธ์จะอยู่เพียงระดับ 0.77 แต่ย้อนหลัง 10 ปี ค่าความสัมพันธ์สูงถึง 0.92

สรุปคือ ดัชนี S&P 500 มีอิทธิพลต่อตลาดสินทรัพย์ลงทุนอื่นๆของโลกมาก นักลงทุนสามารถใช้เป็นที่กระจายการลงทุนอีกประเภทหนึ่งแทนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงประเภทหุ้นทุนของโลก โดยปีที่แล้ว ได้ผลตอบแทน 16.39% ค่าความผันผวน 15.44% และสิบปีย้อนหลัง ได้ผลตอบแทน 234.9% มีค่าความผันผวนปีละ 14.99%

หมายเหตุ : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง บทความนี้เป็นเพียงคำแนะนำกว้างๆ มิได้เป็นการชักชวนให้ลงทุนหรือไม่ลงทุนในสินทรัพย์ที่กล่าวถึงแต่อย่างใด