แนวคิดที่ว่าเรือบรรทุกน้ำมันต้องจ่าย “ค่าผ่านทาง” ด้วย Bitcoin หรือ Stablecoin อาจเคยฟังดูเกินจริงในอดีต แต่ในเดือนเมษายน 2569 มีรายงานจากหลายสำนักข่าวว่าแนวปฏิบัตินี้เริ่มเกิดขึ้นจริงในบางกรณีที่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ด้านพลังงานที่สำคัญของโลก โดยช่องแคบแห่งนี้รองรับการขนส่งน้ำมันดิบประมาณ 21 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นราว 20% ของอุปทานน้ำมันโลก
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังความตึงเครียดทางทหารระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ส่งผลให้กองกำลัง IRGC ปิดกั้นช่องแคบเกือบทั้งหมด ทำให้ปริมาณเรือผ่านลดลงถึง 97% ตามข้อมูลของ S&P Global [1] ก่อนที่อิหร่านจะเปิดช่องแคบอีกครั้งหลังการหยุดยิงชั่วคราวในวันที่ 7 เมษายน 2569 แต่ภายใต้เงื่อนไขใหม่ที่เปลี่ยนโครงสร้างการชำระเงินอย่างมีนัยสำคัญ
กลไกที่ถูกนำมาใช้มีลักษณะเป็นระบบกึ่งทางการ ผู้ประกอบการเดินเรือต้องยื่นข้อมูลเรือ สินค้า ปลายทาง และลูกเรือผ่านตัวกลางที่เชื่อมโยงกับ IRGC เพื่อขออนุญาต เมื่อได้รับการอนุมัติจะต้องชำระค่าธรรมเนียมประมาณ 1 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล [2][3] ซึ่งหมายความว่าเรือ VLCC ที่บรรทุกน้ำมันประมาณ 2 ล้านบาร์เรลจะมีค่าธรรมเนียมสูงถึง 2 ล้านดอลลาร์ต่อเที่ยว [4] หลังจากชำระเงิน เรือจะได้รับรหัสผ่านแบบใช้ครั้งเดียวและได้รับการคุ้มกันโดยกองทัพเรืออิหร่านในการเดินทางผ่านช่องแคบ TRM Labs ประเมินว่าหากระบบนี้ดำเนินการเต็มรูปแบบ อิหร่านอาจสร้างรายได้สูงถึง 20 ล้านดอลลาร์ต่อวัน และอาจเพิ่มเป็น 600-800 ล้านดอลลาร์ต่อเดือนเมื่อรวม LNG [4] ทั้งนี้ รัฐบาลอิหร่านได้ให้ความเห็นชอบ “Strait of Hormuz Management Plan” ในช่วงปลายเดือนมีนาคม 2569 เพื่อรองรับระบบดังกล่าวในเชิงกฎหมาย [4][5]
ประเด็นสำคัญของระบบนี้ไม่ได้อยู่ที่ค่าธรรมเนียม แต่เป็นสกุลเงินที่ใช้ในการชำระ โดยอิหร่านรับชำระด้วยเงินหยวนผ่านระบบ CIPS และสินทรัพย์ดิจิทัล เช่น Bitcoin และ Stablecoin และปฏิเสธการใช้ดอลลาร์สหรัฐ [2][3][6] Hamid Hosseini ระบุว่าการใช้ Bitcoin มีเหตุผลด้านการหลีกเลี่ยงการคว่ำบาตร เนื่องจากธุรกรรมบนบล็อกเชนแบบกระจายศูนย์ยากต่อการถูกอายัด [6][7] ขณะที่ Bloomberg รายงานว่ามีเรืออย่างน้อย 2 ลำที่ชำระค่าธรรมเนียมด้วยหยวน และมีข้อมูลจากอุตสาหกรรมว่ามีการใช้คริปโทฯ จริง [2][8]
การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นผลจากยุทธศาสตร์ด้านคริปโทฯ ของอิหร่านที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง
โดย Chainalysis ระบุว่า ecosystem คริปโทฯ ของอิหร่านมีมูลค่าประมาณ 7.78 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 และ wallet ที่เชื่อมโยงกับ IRGC มีสัดส่วนธุรกรรมมากกว่า 50% ในช่วงปลายปี 2568 [9][10] ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันคือการถูกคว่ำบาตรระยะยาว การถูกตัดออกจากระบบ SWIFT และค่าเงินเรียลที่อ่อนค่าอย่างรุนแรง Stablecoin ที่อิงดอลลาร์จึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศโดยไม่ต้องพึ่งพาระบบธนาคารแบบเดิม [11]
ในทางปฏิบัติ แม้อิหร่านจะกล่าวถึง Bitcoin อย่างชัดเจน แต่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เชื่อว่า Stablecoin อย่าง USDT จะเป็นเครื่องมือหลัก เนื่องจากมีความผันผวนต่ำและเหมาะกับธุรกรรมขนาดใหญ่ Chainalysis ยืนยันว่าธุรกรรมในอดีตของ IRGC ใช้ Stablecoin เป็นหลัก [3][9] อย่างไรก็ตาม Bitcoin มีข้อได้เปรียบเชิงโครงสร้าง เนื่องจากไม่มีศูนย์กลาง ซึ่งยากต่อการถูกอายัด ต่างจาก USDT ที่เคยถูก Tether อายัด wallet ที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านมูลค่ากว่า 37 ล้านดอลลาร์ [3][12] Bitcoin Policy Institute จึงมองว่า Bitcoin ยังมีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ในฐานะ bearer asset [12]
ในระดับมหภาค เหตุการณ์นี้สะท้อนแนวโน้ม De-dollarization โดยระบบ Petrodollar ที่ครองโลกมานานกำลังถูกท้าทาย Deutsche Bank มองว่าอาจเป็นจุดเริ่มต้นของ “Petroyuan” [13] อย่างไรก็ตาม CSIS ชี้ว่าดอลลาร์ยังคงครองสัดส่วนทุนสำรองโลกมากกว่าครึ่ง และ Stablecoin ที่ใช้ยังอิงดอลลาร์ ดังนั้นแม้จะหลีกเลี่ยงระบบธนาคารตะวันตก แต่ก็ยังอ้างอิงมูลค่าดอลลาร์โดยพฤตินัย [14] ทำให้เกิดข้อถกเถียงว่า Stablecoin อาจไม่ได้ลดอำนาจดอลลาร์ แต่กลับขยายอิทธิพลไปสู่พื้นที่ใหม่
โดยสรุป กรณีช่องแคบฮอร์มุซสะท้อนว่าสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะ Stablecoin กำลังก้าวสู่บทบาทโครงสร้างพื้นฐานระดับรัฐในบริบทภูมิรัฐศาสตร์ TRM Labs มองว่าโมเดลนี้อาจกลายเป็นต้นแบบให้ประเทศที่ถูกคว่ำบาตรอื่นนำไปใช้ [4] อย่างไรก็ตาม สำหรับนักลงทุน แม้แนวโน้มการใช้งานคริปโทฯ จะเพิ่มขึ้น แต่ความเสี่ยงจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ยังคงสูง ภาวะ risk-off อาจทำให้เกิดแรงขายในสินทรัพย์ดิจิทัลได้ทุกเมื่อ การบริหารความเสี่ยงจึงยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
*บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น มิได้เป็นคำแนะนำในการลงทุน การตัดสินใจลงทุนควรพิจารณาจากปัจจัยหลายด้านและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของแต่ละบุคคล*
Sources
[1] Bitcoin.com News — “Report: Iran Charges Crypto and Yuan Tolls for Strait of Hormuz Oil Tanker Passage” (April 2026) — อ้างอิงข้อมูล S&P Global
[2] Bloomberg — “Strait of Hormuz: Ships Paying Iran Yuan and Crypto Tolls For Safe Passage” (1 April 2026)
[3] Chainalysis — “Iran's Strait of Hormuz Crypto Toll” (April 2026)
[4] TRM Labs — “Iranian Crypto Tolls in Strait of Hormuz” (April 2026)
[5] CoinDesk — “Iran eyes crypto toll for oil tanker transits through Strait of Hormuz” (8 April 2026)
[6] Fortune — “Iran is demanding tankers in the Strait of Hormuz pay tolls in crypto” (10 April 2026)
[7] The Conversation — “Crypto tolls in the Strait of Hormuz shows why bitcoin thrives in times of crisis” (April 2026)
[8] 24/7 Wall St. — “Iran Turns Strait of Hormuz Into Bitcoin Toll Booth” (April 2026)
[9] Chainalysis — “Inside Iran's Growing $7.8 Billion Crypto Ecosystem” (January 2026)
[10] CoinDesk — “Iran conflict throws the regime's $7.8 billion crypto ecosystem into spotlight” (28 February 2026)
[11] CoinDesk — “Iran's crypto tanker tolls are the latest step in its sanctions-busting trade network” (9 April 2026)
[12] Bitcoin Policy Institute — “State of Play: Bitcoin, the Strait of Hormuz, and the War in Iran” (April 2026)
[13] Fortune — “Dollar dominance is reinforced by the global oil trade, but the Iran war could give rise to the ‘petroyuan’” (28 March 2026)
[14] Fortune — “The petrodollar faces increased risk, but a petroyuan is ‘far-fetched’” (11 April 2026)


