ดาราสมัยนี้ เขาดูแลตัวเองดีมากครับ วินัยเหล็ก ดาราชายหลายคนเข้ายิมจนซิกแพคขึ้นเป็นลอน ดาราสาวก็ดูดีมากๆ จนแฟนคลับพากันกรี๊ดว่า เขาและเธอ ช่าง Fit & Firm!
วันนี้ผมอยากชวนคุณไปรู้จักอีกคำหนึ่ง ซึ่งฟังดูคล้ายกัน แต่ความหมายคนละเรื่องเลย นั่นคือคำว่า “Fit and Proper” ครับ
คำนี้มีรากมาจากกฎหมายอังกฤษโบราณ ย้อนกลับไปถึงช่วงศตวรรษที่ 14–15 ซึ่งเป็นยุคที่ตำแหน่งหน้าที่สาธารณะ (Public Office) ถูกมองว่าเป็น “ทรัพย์สิน” ใครมีอำนาจก็ส่งต่อตำแหน่งนั้น ให้ลูกหลานได้ หรือซื้อขายกันได้
ต่อมาเริ่มเกิดแนวคิดว่า “ตำแหน่งคือความไว้วางใจ”ที่สังคมมอบให้ เมื่อเป็นเช่นนี้กฎหมายจึงเริ่มตั้งคำถามว่า“คนแบบไหน” ควรได้รับความไว้วางใจนั้น
ซึ่งต่อมาได้พัฒนาจนเป็นคำว่า “Fit and Proper” ในปัจจุบัน
ในช่วงเริ่มต้นของแนวคิดนี้ ศาลอังกฤษใช้เกณฑ์ง่ายๆ 3 ข้อในการคัดคนเข้าทำงานครับ
หนึ่ง ต้องมีความสามารถ (Skill)
สอง ต้องทำงานจริง (Attendance)
สาม ต้องสุจริต (Integrity)
ถ้าไม่มีความสามารถ หรือถ้าได้ตำแหน่งแล้วไม่ทำงาน ศาลสมัยนั้นก็จะประกาศว่า “Unfit” และถ้าทุจริต ข้อนี้หนักที่สุด ต้องถูกไล่ออกอย่างอัปยศ
แนวคิดเรื่อง “Fit and Proper”ถูกนำมาใช้อย่างเข้มข้นในโลกปัจจุบันโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการเงิน การธนาคาร และตลาดทุน
ในประเทศไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และหน่วยงานกำกับอื่นๆ เช่น สำนักงาน ก.ล.ต. ใช้หลัก Fit and Proper เป็น “เครื่องเอกซเรย์” คนที่จะเข้ามามีอำนาจในวงการนี้ คือต่อให้เก่งแค่ไหน โปรไฟล์สวยแค่ไหน ถ้า “กลิ่นไม่ดี” ก็จบที่นี่แหละ
ใครจะเป็นกรรมการธนาคาร หรือเป็น CEO ไม่ใช่แค่ยื่นประวัติแล้วก็ได้เป็น แต่ต้องผ่านการพิจารณาถึง “ตัวตน” ของคนๆ นั้นด้วย
ผมเองเป็นกรรมการธนาคาร Standard Chartered Thailand ซึ่งก็เหมือนกับกรรมการของทุกธนาคาร ที่ต้องผ่านกระบวนการ“สกรีน”ของ ธปท. อย่างรอบคอบ และเมื่อผ่านแล้ว ก็ยังมีกติกาและแนวปฏิบัติอีกมากมายที่ต้องทำในตำแหน่งกรรมการ
ครั้งหนึ่ง บริษัทที่กำลังจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ เชิญผมไปเป็นประธานกรรมการ ซึ่งเป็นโอกาสที่น่าสนใจ แต่ผมต้องปฏิเสธ เพราะกฎของ ธปท. กำหนดว่ากรรมการธนาคารจะเป็นประธานกรรมการบริษัทอื่น ได้ไม่เกินจำนวนที่กำหนดไว้ ซึ่งผมเป็นครบจำนวนนั้นแล้ว อย่างนี้เป็นต้น
นี่คือตัวอย่างของคำว่า “คัดกรอง” และ “ติดตาม” เพราะว่าบุคคลในธุรกิจนี้เกี่ยวข้องกับเงินของคนจำนวนมาก
แต่สังคมไม่ได้มีแค่ธนาคารนะครับ… ตำรวจมีอำนาจจับกุมครูมีอำนาจเหนือเด็กที่ยังไม่รู้เท่าทันผู้พิพากษามีอำนาจชี้ชะตาชีวิตคนนักการเมืองมีอำนาจกำหนดนโยบายที่กระทบคนทั้งประเทศทุกตำแหน่งเหล่านี้ เราต้องการให้ Fit และ Proper ทั้งนั้น… คุณว่าใช่ไหมล่ะ?
ซึ่งทุกวิชาชีพก็มีกระบวนการ “สกรีน” เพื่อให้ได้คนที่Fit มาทำงานเช่นตำรวจ ต้องมีร่างกายแข็งแรง รู้กฎหมายและบังคับใช้กฎหมายได้จริงครู ก็ต้องมีความรู้ในวิชาที่สอน สื่อสารได้ดี และมีเมตตา
ส่วน นักการเมือง ก็ต้องผ่านการ “สกรีน” ทั้งจากพรรคการเมือง สำนักงาน กกต. และยังต้องผ่านการเลือกตั้งจากประชาชนอีกด้วย
การสกรีนทุกขั้นตอนแบบนี้ จึงต้องถือว่านักการเมืองนั้น ได้ผ่านการทดสอบความ “Fit” มาแล้ว
แต่ในความเป็นจริง เราก็เห็นกันอยู่ว่ามีสส. ที่พรรคการเมืองยอมรับว่า คัดมาผิดพลาด และเรามีสว. ที่ผ่านมาทุกขั้นตอนและได้คะแนนสูงมากด้วย ต่อมาถูกศาลสั่งให้พ้นจากตำแหน่ง
จึงต้องยอมรับว่าระบบมีช่องโหว่ทำให้คนที่ไม่น่าจะ Fit กลายเป็น “Fit” ไปได้เพราะนักการเมืองแบบไทยๆนั้น มีจำนวนหนึ่งที่ผ่านมาได้ เพราะมีทุน มีเครือข่าย และมีบ้านใหญ่ค้ำยัน…. คือ Fit ในบริบทนั้น
แม้จะผ่านการ“สกรีน”จนดูว่า Fitแบบไทยๆแล้ว แต่ถ้าภายหลังพบว่าคนๆ นั้น มีพฤติกรรมที่ไม่คู่ควรกับตำแหน่งหรือไม่ Proper ระบบก็จะต้องรีบ“สกัด” ออกไป และต้องทำให้เร็ว
แต่ปัญหาก็คือกระบวนการสกัดของเรา ยังช้ามาก คนที่มีปัญหาไม่ยอมถอยออกไปเอง และระบบก็ไม่สามารถผลักเขาออกไปได้เร็วพอ
ผลคือประชาชนเกิดความเบื่อหน่าย เพราะได้เห็นภาพของนักการเมืองที่ดูเหมือน Fit ในบริบทไทยแต่พฤติกรรมไม่ Proper ก็ยังคงอยู่ในวงจรอำนาจ
ข้าราชการจำนวนหนึ่ง หันมาเอาใจนักการเมืองแบบนี้ แล้วข้าราชการที่ทำอย่างนี้ ก็ค่อยๆ ไม่ Proper ไปด้วย ผลที่ตามมาคือถ้าเอกชนรายใดต้องการให้งานเดิน ก็อาจจะต้องจำใจจ่ายใต้โต๊ะ
เราเป็นเช่นนี้มานาน จนคนจำนวนมากเริ่มทำใจว่า บ้านนี้เมืองนี้ แค่ Fit แบบไทยๆ แต่ไม่ Proper ก็ยังอยู่ได้ คนที่ไม่เหมาะสมกลับโด่งดัง มีอำนาจ และบางคนยังได้รับการยอมรับว่า “Fit and Famous”!
ถ้าสังคมยอมรับแบบนี้นานพอ และมากพอ คนที่เหลืออยู่ในอำนาจ ก็จะไม่ใช่คนที่คู่ควรอีกต่อไป
สุดท้าย สิ่งที่เหลืออยู่ก็อาจเป็นแค่ “Fit and Fake” เท่านั้นเอง





