ประวัติศาสตร์มักมีพฤติกรรมแปลกประหลาดอย่างหนึ่ง นั่นคือมันมักจะฉายภาพซ้ำให้เราเห็นเมื่อมนุษย์หลงลืมบทเรียนที่มีค่าที่สุดไป ในปี 2026 นี้ ทั่วโลกกำลังจับตามองความตึงเครียดที่พุ่งสูงขึ้นถึงขีดสุดระหว่างสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สมัยที่ 2 และสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ภาพที่ปรากฏออกมานั้นช่างคล้ายคลึงกับเหตุการณ์เมื่อกว่า 60 ปีก่อนในสมรภูมิเวียดนามอย่างน่าประหลาด จนเหล่านักวิเคราะห์เริ่มตั้งคำถามว่า สหรัฐฯ กำลังก้าวเท้าเข้าสู่ “กับดักสงคราม” (War Trap) เดิม ๆ ที่เคยทำให้มหาอำนาจเบอร์หนึ่งของโลกต้องสะบักสะบอมมาแล้วใช่หรือไม่ ?
ความเชื่อมั่นใน “แสนยานุภาพ” ที่บิดเบือนความเป็นจริง
จุดเริ่มต้นของความล้มเหลวในเวียดนามมาจากสมมติฐานที่ว่า “กองทัพที่ทันสมัยที่สุดในโลกย่อมไม่มีวันแพ้กองทัพชาวนา”
ผู้นำสหรัฐฯในยุคนั้นเชื่อว่า "การโหมกระหน่ำทิ้งระเบิดและการใช้เทคโนโลยีทางทหารที่เหนือกว่าจะบีบให้เวียดนามเหนือยอมสยบได้ในเวลาอันสั้น: แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม ความแข็งแกร่งทางกายภาพไม่สามารถเอาชนะความมุ่งมั่นทางอุดมการณ์และการต่อสู้แบบอสมมาตร (Asymmetric Warfare) ได้
ในวันนี้ รัฐบาล “Trump 2.0” ดูเหมือนจะดำเนินรอยตามความผิดพลาดนั้น ทรัมป์เชื่อมั่นในนโยบาย “Strategic Submission”
หรือการบีบให้อิหร่านยอมสยบด้วยอำนาจทางทหารและมาตรการปิดล้อมทางเศรษฐกิจที่รุนแรงกว่าเดิม (Maximum Pressure 2.0) การโจมตีเป้าหมายทางยุทธศาสตร์และการประกาศปิดล้อมทางทะเลดูเหมือนจะเป็นชัยชนะในเชิงเทคนิค แต่ในเชิงยุทธศาสตร์มันคือการผลักให้อิหร่านเข้าสู่สภาวะ “หลังชนฝา” ซึ่งเป็นสภาวะที่อันตรายที่สุดสำหรับผู้รุกราน
กับดักแห่งการยกระดับ (The Escalation Trap)
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในปัจจุบันคือ “บันไดแห่งการยกระดับ” (Escalation Ladder) ที่ทรัมป์ถนัดใช้งานในเวียดนาม สหรัฐฯค่อยๆ ส่งทหารเข้าไปทีละน้อย จากที่ปรึกษาเป็นกองกำลังหลัก จนถอนตัวไม่ขึ้น เช่นเดียวกันกับกรณีอิหร่านในขณะนี้ แม้ทรัมป์จะย้ำว่า “ไม่ต้องการส่งทหารราบเข้าไป” แต่การส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินและการใช้กำลังทางอากาศถล่มฐานที่มั่นนิวเคลียร์และคลังขีปนาวุธ กลับเป็นการสร้างเงื่อนไขที่บีบให้ต้องส่งกองกำลังเข้าไปรักษาพื้นที่ในที่สุด
เมื่ออิหร่านตอบโต้ด้วยการข่มขู่จะปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของน้ำมันโลก และโจมตีฐานทัพหรือทรัพย์สินของสหรัฐฯในประเทศข้างเคียง สหรัฐฯก็ยิ่งต้อง “ทุ่มทรัพยากรเพิ่ม” เพื่อรักษาสถานะมหาอำนาจ สิ่งนี้คือคำนิยามของ “Throwing good money after bad” หรือการทุ่มทรัพยากรลงไปในปฏิบัติการที่ล้มเหลว เพียงเพื่อจะรักษาหน้าหรือเพราะไม่กล้ายอมรับความจริงว่ากลยุทธ์เบื้องต้นนั้นใช้ไม่ได้ผล
จากความพ่ายแพ้สู่ความแข็งแกร่ง: บทเรียนจากเวียดนามถึงอิหร่าน
ทัศนะที่น่าสนใจที่สุดคือผลกระทบระยะยาวของสงครามต่อประเทศที่ถูกกระทำ สงครามเวียดนามไม่ได้ทำลายเวียดนามให้สิ้นซาก ในทางกลับกัน มันกลับกลายเป็นเตาหลอมที่สร้าง “ความสามัคคี” และ “ความยืดหยุ่น” (Resilience) ให้กับคนในชาติ การต้องเอาตัวรอดจากการถูกโดดเดี่ยวและสงครามอันยาวนานทำให้เวียดนามเรียนรู้ที่จะพึ่งพาตนเอง จนกระทั่งสามารถปฏิรูปเศรษฐกิจ (Doi Moi) และกลายเป็น “โรงงานของโลก” และมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในอาเซียนปัจจุบันได้
ความแข็งแกร่งของเวียดนามในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงวาทกรรม แต่ยืนยันได้ด้วยตัวเลขทางเศรษฐกิจที่น่าทึ่ง แม้จะเคยผ่านสงครามทำลายล้าง แต่เวียดนามสามารถผลักดันให้ GDP เติบโตเฉลี่ยสูงถึง 6-7% ต่อปีตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ข้อมูลจากธนาคารโลก (World Bank) ระบุว่าเวียดนามได้ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในประเทศที่มีมูลค่าการส่งออกเติบโตรวดเร็วที่สุดในโลก โดยมีมูลค่าการส่งออกสินค้าสูงถึงกว่า 3.7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังเป็นจุดหมายปลายทางหลักของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ซึ่งมีเม็ดเงินไหลเข้าสะพานต่อเนื่องกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี
ปัจจุบันเวียดนามไม่ได้เป็นเพียง “โรงงานของโลก” ในอุตสาหกรรมสิ่งทออีกต่อไป แต่ได้ขยับขึ้นสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับสูงในฐานะฐานการผลิตสมาร์ทโฟนและเซมิคอนดักเตอร์ที่สำคัญของโลก โดยครองส่วนแบ่งการส่งออกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในตลาดสหรัฐฯ เป็นอันดับต้นๆ ความสำเร็จนี้ตอกย้ำว่า “ความยืดหยุ่น” ที่หล่อหลอมจากความขัดแย้งในอดีต ได้กลายเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เวียดนามกลายเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจที่โลกไม่อาจมองข้ามในศตวรรษที่ 21
อิหร่านเองก็มีแนวโน้มจะเดินตามรอยนั้น การถูกคว่ำบาตรอย่างยาวนานไม่ได้ทำให้ระบอบปกครองล่มสลาย แต่มันกลับทำให้อิหร่านสร้างโครงสร้างพื้นฐานภายในที่เข้มแข็ง พัฒนาเทคโนโลยีทางทหารด้วยตนเอง (Indigenization) ตั้งแต่โดรนไปจนถึงขีปนาวุธนำวิถี และสร้างเครือข่ายอิทธิพลในภูมิภาค (Axis of Resistance) ที่สหรัฐฯยากจะถอนรากถอนโคน
ในปัจจุบัน อิหร่านตระหนักดีว่าความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ในการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ คือ “ไพ่ตาย” ที่สามารถใช้สั่นคลอนเศรษฐกิจโลกได้ทุกเมื่อ ในฐานะจุดยุทธศาสตร์ที่คอขวดของเส้นทางลำเลียงพลังงาน อิหร่านได้เปลี่ยนภูมิศาสตร์ให้กลายเป็นอำนาจต่อรองที่จับต้องได้ ผนวกกับยุทธศาสตร์การป้องปรามด้วยอาวุธที่ผลิตเองในประเทศ (Homegrown Weapons) แม้ในเชิงเทคโนโลยีอาจไม่สามารถเทียบชั้นกับอาวุธที่ล้ำสมัยที่สุดของมหาอำนาจโลกได้ แต่การเน้น “ปริมาณ” และ “ความหลากหลาย” ของขีปนาวุธและโดรนพลีชีพจำนวนมหาศาล ก็เพียงพอที่จะสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงและยับยั้ง (Deter) การโจมตีจากภายนอกได้ ศักยภาพในการพึ่งพาตนเองนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า แม้แต่กองทัพที่ทรงพลังที่สุดในโลกก็ต้องคิดหนัก หากจะต้องเผชิญหน้ากับอิหร่านในสงครามยืดเยื้อที่ไม่มีวันชนะได้โดยง่าย
หากสหรัฐฯยังคงใช้ความรุนแรงและมาตรการปิดล้อมต่อไป สิ่งที่ทรัมป์จะได้เห็นอาจไม่ใช่การล่มสลายของอิหร่าน แต่เป็นการกำเนิดใหม่ของ “มหาอำนาจภูมิภาค” ที่มีความเป็นปึกแผ่นและมีอำนาจต่อรองสูงขึ้นจากการควบคุมเส้นทางพลังงานโลกอย่างถาวร
ประวัติศาสตร์ที่ครูไม่สอน หรือนักเรียนไม่จำ?
ความล้มเหลวในเวียดนามสอนให้เรารู้ว่า การประเมินคู่ต่อสู้ต่ำเกินไปและการยึดติดกับตัวเลขแสนยานุภาพคือจุดเริ่มต้นของหายนะ หากรัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงเดินหน้ากดดันอิหร่านโดยไม่เปิดช่องทางทางการทูต หรือไม่ทำความเข้าใจวัฒนธรรมแห่งการต่อต้านของชาวเปอร์เซีย พวกเขาอาจพบว่าตนเองกำลังติดอยู่ใน “กับดักสงคราม” ที่ลึกและแพงกว่าที่เคยเจอในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สุดท้ายแล้ว สงครามอาจไม่สามารถทำลายชาติที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานหลายพันปีอย่างอิหร่านได้ แต่มันจะทำลายความน่าเชื่อถือและทรัพยากรของมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ จนอาจถึงจุดที่เรียกคืนไม่ได้ เหมือนดังที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในไซง่อน... และมันกำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้งที่เตหะราน หากผู้นำในวอชิงตันยังไม่ยอมรับบทเรียนจากอดีต





