สวัสดีครับ
ก้าวเข้าสู่เดือนเมษายน ช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองหรือเทศกาลสงกรานต์ของไทย แต่ด้วยสถานการณ์โลกทุกวันนี้ เราอาจจะฉลองได้ไม่เต็มที่ครับ เพราะนอกเหนือจากค่าน้ำมันและค่าไฟที่พอจะเห็นสัญญาณการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางแล้ว ดูเหมือนว่าอุณหภูมิโลกก็กำลังไต่ระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ จนร้อนแรงไม่แพ้กัน ผมคิดว่าช่วงระยะหลังมานี้ เราใช้คำว่า “Perfect Storm” ค่อนข้างจะเปลือง แต่จนใจที่จะกล่าวว่าปัจจัยลบรุนแรงหลายอย่างกำลังเกิดขึ้นพร้อมกันจริงๆ ครับ
ในด้านสภาพอากาศตลอดหลายปีที่ผ่านมา บททดสอบจากธรรมชาติครั้งแล้วครั้งเล่าที่ผ่านเข้ามาดูจะหนักหน่วงขึ้นทุกปีครับ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (GISTDA) ได้รายงานข้อมูลที่น่ากังวลว่าในเดือนพฤษภาคม 2569 นี้ มีโอกาสที่โลกเราต้องเผชิญกับสภาวะ “ซูเปอร์เอลนีโญ” โดยปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่ออุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกอุ่นขึ้นกว่าค่าเฉลี่ย 1.5 ถึง 2 องศาเซลเซียส ซึ่งจะส่งผลให้เกิดเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วที่ทุกประเทศจะต้องเร่งเตรียมการเพื่อรับมือตั้งแต่ตอนนี้ ประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศแถบแอฟริกาตะวันออกต้องเตรียมเผชิญกับภัยที่เกิดจากฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลัน ขณะที่ประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลียต้องเตรียมรับมือกับภัยแล้งรุนแรงและปริมาณฝนต่ำกว่าเกณฑ์
สำหรับบ้านเรา ปรากฏการณ์นี้จะส่งผลต่อเสถียรภาพของประเทศไทยในหลายมิติ ภาคการเกษตรและการอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวันจะได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนน้ำ นำไปสู่ผลผลิตทางการเกษตรที่ลดลง ซึ่งจะส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหารและห่วงโซ่อุปทาน ดังนั้น เราจึงมองได้ว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นได้แปรสภาพจากปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมไปเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางเศรษฐกิจ (Macro Impact) อย่างชัดเจน ถึงขนาดเคยมีคนวิเคราะห์ว่า เราอาจกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะ “Agflation” คือคำที่มาจาก Agriculture + Inflation ซึ่งหมายถึงภาวะเงินเฟ้อที่มีสาเหตุหลักมาจากราคาสินค้าเกษตรและอาหารปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ค่าครองชีพเพิ่มขึ้น กล่าวง่ายๆ คือ เรากำลังเข้าสู่ยุคที่ราคาในกลุ่มผลผลิตการเกษตรและอาหารแพงขึ้นอย่างถาวร
แน่นอนว่าความเสี่ยงนี้เกิดขึ้นท่ามกลางภาระค่าครองชีพที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอยู่แล้วจากต้นทุนพลังงาน ต้นทุนการขนส่ง ต้นทุนปุ๋ย ท่ามกลางสงครามในตะวันออกกลางที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ยังไม่รวมถึงปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่จะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นจากสภาวะอากาศที่แห้งแล้งและไม่มีลม ประเด็นที่กล่าวมาทั้งหมดจะยิ่งเข้ามาซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยที่ในภาพรวมยังคงเปราะบางอยู่แล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีการคาดการณ์ว่าสถานการณ์ข้างต้นจะรุนแรงยิ่งขึ้นในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคม 2569 กรมอุตุนิยมวิทยาและกรมอนามัยได้ออกคำเตือนว่าค่าดัชนีความร้อน (Heat Index) ในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง อาจพุ่งสูงไปถึงระดับอันตราย (อุณหภูมิสูงกว่าหรือเท่ากับ 52.0 องศาเซลเซียส) สภาพอากาศที่ร้อนจัดนี้ไม่เพียงแต่จะกระทบต่อผลผลิตด้านการเกษตรเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อสวัสดิภาพของแรงงานและความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยทั้งหน้ามืดหรือโรคลมแดด (Heat Stroke) ที่อาจอันตรายถึงชีวิตได้
อย่างไรก็ตาม ด้วยผลกระทบที่ชัดเจนนี้ หากเราสามารถรู้ถึงสภาพอากาศได้ล่วงหน้าก่อนบ้าง น่าจะช่วยบรรเทาผลกระทบจากหนักเป็นเบาลงบ้างครับ ปัจจุบันนี้การใช้ประโยชน์จากปัญญาประดิษฐ์ (AI) ช่วยได้มากในเรื่องการคาดการณ์ จนถึงขั้นได้ยกระดับสู่การเป็น “ระบบสนับสนุนการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์” อย่างเต็มตัว ตัวอย่างเช่น ระบบ GraphCast ที่พัฒนาโดย Google DeepMind Research Unit ซึ่งเป็นโมเดล AI ที่ช่วยพยากรณ์สภาพอากาศที่มีความแม่นยำสูงถึงร้อยละ 90 ซึ่งจะช่วยให้องค์กรสามารถพยากรณ์ความเสี่ยงและจำลองสถานการณ์ล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้ ยังมีเครื่องมือที่ชื่อว่า AgriNEXT หรือแพลตฟอร์มที่จัดเก็บข้อมูลการเกษตรจากอุปกรณ์ที่ติดตั้งในพื้นที่เพาะปลูกและข้อมูลจากดาวเทียมที่ประมวลผลและวางแผนการทำเกษตรด้วย AI พัฒนาโดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยเทคโนโลยีนี้จะช่วยรักษาระบบการเกษตรที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจไทยให้ยังคงเดินหน้าต่อไปได้
ในภาคการเงิน เราอาจได้เห็นการใช้แนวทางการประเมินความเปราะบางด้านภูมิอากาศที่เข้มข้นยิ่งขึ้น เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการสร้างแผนรับมือกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้งความเสี่ยงด้านกายภาพ (Physical Risk) และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (Transition Risk) นอกจากนี้ เราอาจได้เห็นการสนับสนุนด้านการเงินแก่โครงการธุรกิจเพื่อสังคมและความยั่งยืน (Social and Sustainable Finance : SSF) หรือเครื่องมือทางการเงินอื่นๆ ออกมาสู่ตลาดมากขึ้นในอนาคตเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับภาคธุรกิจครับ
ดังนั้น การรับมือกับปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญให้มีประสิทธิภาพจึงไม่ใช่เพียงการหาหนทางบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นใน “วันนี้” แต่ต้องวิเคราะห์ผลกระทบที่จะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ใน “วันหน้า” ด้วย ทุกภาคส่วนจำเป็นต้องเร่งใช้เทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุนการดำเนินงานในทุกมิติ พร้อมเดินหน้าปรับกระบวนทัศน์เพื่อก้าวสู่การปรับตัวสู่แนวปฏิบัติที่ยั่งยืนระยะยาว ในยุคที่นับวันโลกเราจะยิ่งปั่นป่วนจากฝีมือมนุษย์ องค์กรยุคใหม่ยิ่งต้องเร่งปรับกระบวนการผสานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เข้ากับกลยุทธ์ทางธุรกิจ เพื่อให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างยั่งยืนครับ





