วิกฤตการณ์พลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ประกอบกับการลดลงของปริมาณก๊าซในอ่าวไทย กำลังกลายเป็น “ระเบิดเวลา” ที่บั่นทอนเศรษฐกิจไทยอย่างหนัก
เนื่องจากการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลและก๊าซ LNG ในระดับสูงที่ราคาพุ่งสูงขึ้นกว่า 75% สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงจุดอ่อนเชิงโครงสร้างที่เปราะบาง ทว่าในอีกด้านหนึ่งมีบทวิเคราะห์จาก “บลูมเบิร์ก” และงานวิจัยของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(TDRI) มีความเห็นที่ตรงกันว่า นี่คือ “โอกาสทอง” ครั้งสำคัญที่ไทยจะพลิกโฉมโครงสร้างพลังงาน เพื่อก้าวข้ามวัฏจักรวิกฤติที่เคยเกิดขึ้นซ้ำรอยมาตั้งแต่ทศวรรษ 1970
TDRI เสนอทางออกเร่งด่วน ให้รัฐบาลกล้าเปลี่ยนผ่านจาก “การอุดหนุนราคาแบบถ้วนหน้า” ซึ่งปัจจุบันสร้างภาระหนี้สินให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมหาศาลเฉียด 6 หมื่นล้านบาท ไปสู่การช่วยเหลือแบบ “มุ่งเป้า” เพื่อดูแลกลุ่มเปราะบางและเกษตรกรอย่างแม่นยำ โดยต้องทำควบคู่ไปกับการปรับราคาน้ำมันตามกลไกตลาดแบบขั้นบันได และการกำหนดเพดานค่าการกลั่น เพื่อดึงผลประโยชน์ส่วนเกินมาเสริมฐานะกองทุนน้ำมันฯ ซึ่งจะช่วยสร้างเสถียรภาพทางการคลังได้มากกว่าการตรึงราคาไว้ที่ฐานต่ำเพียงอย่างเดียว
ในเชิงโครงสร้าง ทั้งบทวิเคราะห์จาก บลูมเบิร์ก และ TDRI ต่างชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการ “ทลายการผูกขาด” โดย TDRI เสนอให้นำแนวคิด “ประสิทธิภาพคือแหล่งพลังงานอันดับแรก” มาใช้ผ่านการเปิดเสรีระบบสายส่งไฟฟ้า เพื่อให้เอกชนแข่งขันกันผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าได้โดยตรง ขณะที่ บลูมเบิร์ก ระบุว่าที่ผ่านมาการนำพลังงานสะอาดมาใช้ถูกขัดขวางโดยกฎระเบียบที่สลับซับซ้อนซึ่งเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มอุตสาหกรรมก๊าซแบบดั้งเดิม ทำให้การขอติดตั้งโซลาร์บนหลังคาทำได้ยากกว่าการขออนุมัติโรงไฟฟ้าฟอสซิลขนาดใหญ่
บทวิเคราะห์ใน บลูมเบิร์ก ยังได้ระบุถึง “ขุมทรัพย์” ที่ถูกลืม นั่นคือพลังงานแสงอาทิตย์ โดยเสนอว่าหากรัฐบาลส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มที่ดินทำโซลาร์ฟาร์มแทนการพึ่งพาเชื้อเพลิงชีวภาพ พวกเขาจะสามารถทำรายได้จากที่ดินได้มากกว่าการปลูกข้าวถึง 9 เท่า การปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายเพื่อเปิดเสรีพลังงานสะอาดแบบกระจายตัวนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดต้นทุนพลังงานในเมือง แต่ยังเป็นโอกาสให้ไทยยกระดับรายได้ในชนบทและก้าวสู่การเป็นผู้ส่งออกพลังงานสะอาดไปยังภูมิภาคอื่นในอนาคต
บทสรุปของวิกฤติครั้งนี้จึงอยู่ที่ “ความกล้าหาญทางการเมือง” ในการวางรากฐานการปฏิรูปที่ยั่งยืน หากรัฐบาลสามารถบูรณาการข้อเสนอจากทั้ง TDRI ในการบริหารจัดการราคาอย่างมีประสิทธิภาพ และบทวิเคราะห์ของ บลูมเบิร์ก ในการเปิดเสรีพลังงานสะอาด ประเทศไทยจะไม่เพียงแต่รอดพ้นจากวิกฤติพลังงานโลก แต่จะสามารถสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งและก้าวสู่ความมั่งคั่งใหม่บนฐานพลังงานยั่งยืนที่ประชาชนทุกภาคส่วนได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง





