วันพฤหัสบดี ที่ 16 เมษายน 2569

Login
Login

รณรงค์ให้คะแนน “การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า”

รณรงค์ให้คะแนน “การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า”

คนไทยจำนวนมากยังไม่ได้ตระหนักถึงวิกฤติการณ์สงครามสหรัฐ/อิสราเอล กับ อิหร่านในครั้งนี้ว่าหนักหนาสาหัส ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะรัฐบาลไม่ได้ส่งสัญญาณเตือนอย่างแรงตั้งแต่ต้น อาจคิดว่าสงครามจะจบเร็ว ทำให้วิกฤติคราวนี้ พวกเราคนไทยเสมือนเป็นกบอยู่ในหม้อที่กำลังตั้งอยู่บนเตา เราจะไม่ค่อยรู้สึกถึงความร้อนของน้ำที่ค่อยๆเพิ่มขึ้น และเกรงว่ากว่าจะรู้สึก เราก็หมดแรงที่จะกระโดดออกจากหม้อไปแล้ว

ดิฉันมองเห็นเทคนิคอย่างหนึ่ง ที่จะทำให้เราในฐานะผู้บริโภค ช่วยกันกระตุ้นเตือนและให้รางวัลแก่ธุรกิจที่ใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า คือการให้คะแนน “การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า” ไม่ว่าจะเป็นการซื้อสินค้าหรือบริการที่ห้าง ที่ร้านอาหาร สายการบิน ธนาคาร โรงแรม และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การซื้อของในร้านออนไลน์

สิ่งหนึ่งที่ดิฉันรู้สึกไม่สบายใจมาตั้งแต่ยุคโควิด-19 ระบาด คือการซื้อของออนไลน์ ซึ่งในตอนนั้นเติบโตอย่างก้าวกระโดด จาก 600,000 ล้านบาท เป็น 700,000 ล้านบาท ในปี 2563 และโตต่อเนื่องมาจนถึง 2568 ด้วยขนาดประมาณ 1.07 ล้านล้านบาท โดยรวมเติบโตประมาณ 12-15% ต่อปี และคาดว่าปัจจุบันมีขนาดประมาณ 15-20% ของการค้าปลีกทั้งหมดในไทย และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง

การแข่งขันในธุรกิจนี้ค่อนข้างสูง ทั้งในด้านของแพลตฟอร์ม หรือตลาดที่มีร้านค้ามาเปิด และในด้านของผู้ค้าหรือร้านค้า ที่พยายามสู้กันด้วยราคาและบริการ สินค้ามีราคา “สู้ได้” ส่งให้ลูกค้ารวดเร็ว หากส่งช้ากว่ากำหนดมีการชดเชยให้คูปองส่วนลดกับลูกค้า และบางร้านก็สู้ด้วยการแจกคูปองส่วนลด และอาจมีของแถมให้ หรือบางร้านสู้ด้วยการใช้หีบห่อสวยงาม ป้องกันการบุบสลายอย่างเต็มที่ เป็นต้น

ดิฉันเคยเลือกซื้อของออนไลน์จากสรรพสินค้า เพราะคิดว่าจะได้สั่งหลายอย่างในครั้งเดียว ส่งกล่องเดียว ประหยัดทั้งน้ำมัน ทั้งวัสดุหีบห่อ ทั้งเวลาของคนแพค คนส่ง คนรับ แต่ที่ไหนได้ สั่งสินค้า 5 ชิ้น ส่งมา 4 กล่อง แต่ละกล่องส่งมาเช้าบ้าง บ่ายบ้าง เย็นบ้าง วันรุ่งขึ้นบ้าง และแจ้งผู้ซื้อว่า เพื่อไม่ให้ต้องรอนาน เราจึงจัดส่งชิ้นนี้มาให้ก่อน และจะทยอยส่งให้จนครบ สำหรับดิฉัน การส่งแบบนี้ เป็นที่น่ารำคาญอย่างมาก เพราะเสียเวลาออกไปรับหลายรอบ เสียวัสดุห่อหุ้มและกล่อง รวมถึงเทปติดหีบห่อมากมาย กลายเป็นขยะที่เพิ่มขึ้นมากกว่าการซื้อแบบดั้งเดิม

ดิฉันวิเคราะห์ได้ว่า อยู่ที่นโยบายของแต่ละร้าน หากตัวชี้วัดผลงานสำคัญ (Key Performance Indicators – KPI) คือ “ความเร็ว” พนักงานก็ต้องทำทุกวิถีทางให้ส่งออกได้เร็วที่สุด ไม่ต้องคำนึงถึงต้นทุนค่าขนส่ง หีบห่ออะไร

หากตัวชี้วัดผลงานสำคัญของพนักงานคือ “สินค้าไม่แตกหักเสียหาย” ก็จะพบหีบห่ออลังการ สิ้นเปลืองวัสดุสุดๆ จนไม่อยากจะสั่งสินค้าออนไลน์กับร้านนั้นอีกเลย

ในทางตรงกันข้าม บางร้านก็พยายาม “ประหยัดต้นทุน” มาก เอากล่องเก่ามาใส่แล้วใส่อีก จนป้ายติดชื่อและที่อยู่ของผู้รับ เก่า ถูกแกะออกไม่หมด ปนกันกับป้ายใหม่วุ่นวาย คนส่งของอ่านไม่ออก หาไม่พบ ก็เสียเวลาไปอีก

สิ่งที่สำคัญคือการชั่งน้ำหนักว่า ทุกอย่างควรตั้งอยู่บนความพอเหมาะพอดี ไม่มากไป ไม่น้อยไป

นอกจากนี้ การกระจายสินค้าก็เป็นปัญหา บางครั้งของที่ราคาดีที่สุด อาจจะอยู่ภาคใต้ แต่ผู้ซื้ออยู่กรุงเทพฯ สินค้าซึ่งผลิตจากปริมณฑลของกรุงเทพฯ ถูกสั่งไปและเก็บยังคลังสินค้าของร้านค้าที่ภาคใต้ เมื่อลูกค้าสั่งซื้อ ร้านค้าก็ต้องนำส่งไปยังคลังสินค้าของแพลตฟอร์มในจังหวัดในภาคใต้ เพื่อส่งมายังกรุงเทพฯ อีกครั้ง ดิฉันซื้อของได้จากเชียงใหม่บ้าง กระบี่บ้าง อุดรธานีบ้าง จนนึกสงสัยว่า มันคุ้มหรือไม่ ประเทศเรากำลังเผาผลาญน้ำมันจากการที่ e-commerce หรือการซื้อขายออนไลน์ของเรา เผอิญแข่งขันกันอย่างสุดโต่ง และผู้บริโภค ไม่ทราบ หรือไม่ได้สนใจว่าของจะเดินทางมาจากไหน เพราะแพลตฟอร์ม หรือเจ้าของตลาดมีโปรโมชั่นส่งฟรี อย่างนั้นหรือ

วันนี้ อยากนำเสนอและเชิญชวนทุกธุรกิจทั้ง แพลตฟอร์ม ผู้ขาย และผู้ซื้อ ทั้งสินค้าออนไลน์ และสินค้าที่ซื้อขายในช่องทางปกติที่ตลาด ศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า และร้านค้า ร้านอาหาร หรือผู้ประกอบการทั่วไป รวมถึงเสิร์ชเอนจินอย่าง Google หรือ Google Map หรือหน่วยงานให้รางวัลของภาครัฐในระดับประเทศ เพิ่มประเด็นในการให้คะแนน (Rating) อีกหนึ่งมิติ คือ “การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า”

หากร้านค้าหรือผู้ประกอบการ มีแนวคิดเรื่องการประหยัดการใช้ทรัพยากร และให้คู่ค้า ลูกค้า (ผู้ซื้อ) เป็นผู้ให้คะแนนนี้ โดยตั้งเป้าหมายว่า ต้องทำการให้คะแนนอย่างเร็วที่สุด เช่น ภายในเดือนพฤษภาคม และประเมินให้รางวัลกันในเดือนมิถุนายน ก็จะทำให้ทุกคนสำนึกในความหายากของทรัพยากร รับประกันว่า จะเป็นแรงบีบให้ผู้ประกอบการมีสำนึกในการใช้ทรัพยากรได้ดีขึ้น ผลดีก็จะตกอยู่กับส่วนรวมค่ะ และให้คะแนนจนเป็นเรื่องปกติที่คนในประเทศไทยจะมีจิตสำนึก และคอยประเมินผู้ประกอบการอยู่ตลอดเวลา และรณรงค์ให้ใช้สินค้าและบริการของผู้ประกอบการที่มีนโยบายใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เชื่อได้ว่าเราจะประหยัดทรัพยากรได้มากในแต่ละปี ลดการสูญเสียทรัพยากรที่ไม่จำเป็น และทุกคนในประเทศจะมีจิตสำนึกในการพิจารณาถึงสิ่งที่ “จำเป็น/คุ้มค่า” และ “ไม่จำเป็น/ไม่คุ้มค่า” กันอย่างถาวร ฝังรากกลายเป็นวัฒนธรรมในการมีจิตสำนึกที่ดีต่อโลกได้

รบกวนทุกท่านที่ได้อ่านบทความนี้ ช่วยทำให้ความหวังของดิฉันเป็นจริงหน่อยค่ะ ประเมินทุกหน่วยงานที่เราใช้สินค้าและบริการ และเริ่มเทใจเลือกใช้บริการกับหน่วยงานที่มีการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ใช้แรงกดดันทางสังคม ช่วยให้ทุกหน่วยงานหันมาใส่ใจในการทำสิ่งดีๆให้กับสังคม ประเทศชาติ และโลกของเรา

เทศกาลสงกรานต์นี้ ขอให้ทุกท่านมีความสุข สนุกสนาน และใช้ชีวิตอยู่ในความไม่ประมาทตลอดปีและตลอดไปค่ะ