ดีใจได้แป๊บเดียวกับข้อตกลงหยุดยิงสองสัปดาห์ระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ที่ประกาศเมื่อวันอังคาร (7 เม.ย.) ก่อนเส้นตายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพียงไม่เกินสองชั่วโมง ความหวังของโลกคือช่องแคบฮอร์มุซคงจะเปิดได้เสียทีในระหว่างนั้น
การขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ติดขัดกันอยู่คงจะเริ่มขนส่งได้บ้าง สองอาทิตย์ก็ยังดีให้เศรษฐกิจโลกได้พอหายใจหายคอได้ ไทยเองก็มีจุดให้ต้องลุ้นอยู่เหมือนกัน สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงเมื่อวันก่อนว่า เรือสินค้าไทยรอออกจากช่องแคบฮอร์มุซอีกเก้าลำ ในจำนวนนี้มีเรือบรรทุกปุ๋ยอยู่ด้วย ถ้าผ่านออกมาไม่ได้ภาคเกษตรไทยคงได้รับผลกระทบมาก
มองในสภาพความเป็นจริง แม้แต่บริษัทชิปปิ้งใหญ่ยังสับสนว่าจริงๆ แล้วสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซเป็นอย่างไรกันแน่ เพราะมีข่าวว่าอิหร่านจะเก็บค่าผ่านทางจ่ายเป็นคริปโทเคอร์เรนซีและจะตรวจอาวุธทุกลำ รายละเอียดจะเป็นอย่างไรคงต้องติดตามกันในวันเสาร์นี้ (11 เม.ย.) ที่ทั้งสองฝ่ายมีกำหนดเจรจากันครั้งแรกนับตั้งแต่ประกาศหยุดยิง การประชุมจะมีขึ้นที่กรุงอิสลามาบัดของปากีสถาน ตัวแทนฝ่ายสหรัฐนำโดยรองประธานาธิบดีเจดี แวนซ์, สตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษ และจาเรด คุชเนอร์ ที่ปรึกษา บุตรเขยของทรัมป์ เห็นได้ชัดว่าสหรัฐให้ความสำคัญกับการประชุมครั้งนี้ เพราะรองประธานาธิบดีนำทีมเอง
ไทยเองก็จับตาสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ถึงกับประเมินฉากทัศน์ใหม่ถึงสี่ฉากทัศน์ เริ่มตั้งแต่สถานการณ์กระจายตัวทั่วภูมิภาค สิ้นสุดลงใน 2 เดือน, ฉากทัศน์ที่ 2 สงครามยกระดับครอบคลุมภูมิภาคตะวันออกกลาง สิ้นสุดลงภายใน 3-5 เดือน, ฉากทัศน์ที่ 3 สงครามยกระดับครอบคลุมภูมิภาคตะวันออกกลาง ยืดเยื้อ 6-9 เดือน และฉากทัศน์ที่ 4 พัฒนาเป็นสงครามเต็มรูปแบบมีพันธมิตรเข้าร่วม ซึ่งแต่ละฉากทัศน์ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยแตกต่างกัน แน่นอนว่า ฉากทัศน์ที่ 4 หนักที่สุด ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น
ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่าย ๆ และอาจยกระดับจนกระทบเป็นวงกว้าง รัฐบาลไทยไม่อาจทำได้เพียง “เฝ้าดูและประเมินสถานการณ์” อีกต่อไป แต่ต้องแสดงบทบาทเชิงรุกอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรมอย่างเร่งด่วน ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนสำรองด้านพลังงาน การบริหารจัดการโลจิสติกส์และเส้นทางขนส่ง การประกันเสถียรภาพของวัตถุดิบสำคัญอย่างปุ๋ย ไปจนถึงการออกมาตรการช่วยเหลือภาคธุรกิจและประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงอย่างทันท่วงที เพราะทุกวันของความล่าช้าคือต้นทุนที่สูงขึ้นและความเสียหายที่ลุกลาม หากยังขาดความพร้อมหรือปล่อยให้สถานการณ์บีบให้ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ประเทศย่อมต้องจ่ายในราคาที่แพงกว่าเดิมหลายเท่า





