วันพุธ ที่ 15 เมษายน 2569

Login
Login

Inflation Hedge Strategy: วิกฤตราคาพลังงานอาจสร้างโอกาสให้บราซิล

Inflation Hedge Strategy: วิกฤตราคาพลังงานอาจสร้างโอกาสให้บราซิล

ตลาดหุ้นในกลุ่มลาตินอเมริกา (Latin America) เป็นตลาดหุ้นที่มีศักยภาพและมีจุดเด่นเฉพาะตัวแต่ในปัจจุบันนักลงทุนไทยไม่ค่อยคุ้นเคยและมีสัดส่วนการลงทุนอยู่ค่อนข้างน้อย พิจารณาจากมูลค่าการลงทุนรวมผ่านกองทุนรวม (Local Fund) ที่เราเห็นในกองทุนกลุ่ม Latin America โดยมูลค่าสินทรัพย์รวมของกองทุนในกลุ่ม Latin America จากทุก บลจ. ในไทยที่ระดับต่ำกว่า 5 พันล้านบาท ซึ่งน้อยกว่ากองทุนหุ้นในประเทศกลุ่ม Emerging Market และ Asia Ex Japan อื่นๆ อย่างมีนัยสำคัญ โดยกองทุนรวม 2 กลุ่มที่กล่าวไปข้างต้นมีมูลค่ารวมในระดับแสนล้านบาท

ทำไมเราต้องสนใจตลาดหุ้นในกลุ่มลาตินอเมริกาในเวลานี้ ?

  • ตลาดหุ้นหลักของโลกอย่างสหรัฐฯ เริ่มมี Upside ที่จำกัดและอาจเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญจากวิกฤติราคาพลังงานซึ่งทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกปรับตัวขึ้นสูงและทำให้โอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะลดดอกเบี้ยนโยบายในช่วงที่เหลือของปี 2026 น้อยลง อาจกล่าวได้ว่าดอกเบี้ยนโยบายที่เคยเป็นขาลงของสหรัฐฯ กำลังจะจบลงในขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซื้อขายในระดับที่ “Premium” ดังนั้นนักลงทุนจะเริ่มมองหาตลาดหุ้นที่มีการเติบโตที่สูงในขณะที่ระดับ Valuation ยังถูกหรือราคาอยู่ในระดับที่มีความน่าดึงดูดสำหรับการลงทุนในระยะยาว
  • การเติบโตของกำไรหรือ EPS Growth โดยรวมของตลาดหุ้นในกลุ่ม Latin America อาจสูงกว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะการลงทุนรายประเทศ เช่น Brazil ในดัชนี Bovespa เบื้องต้นหากใช้ความเห็นของนักวิเคราะห์โดยเฉลี่ยจาก Bloomberg Consensus ณ วันที่ 7 เม.ย. 2026 ประเมิน EPS Growth ปี 2026-2027E ที่ +39.3%YoY และ +9.94%YoY ตามลำดับ ในขณะที่ 12-Month Forward P/E ซื้อขายที่ระดับ 9.57x 
  • เศรษฐกิจของประเทศในกลุ่มลาตินอเมริกามีความผูกโยงอยู่กับราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในฐานะผู้ส่งออกทำให้ภาคเอกชนได้ประโยชน์จากราคาพลังงานและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้เราไม่อาจปฏิเสธผลกระทบเชิงลบต่อระบบเศรษฐกิจในกรณีที่สงครามยืดเยื้อ อย่างไรก็ตามเราประเมินว่าความเสียหายและผลกระทบเชิงลบในระยะสั้นอาจน้อยกว่าประเทศอื่นๆ ที่เป็นผู้บริโภคหรือนำเข้าสุทธิในสินค้ากลุ่มพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์โดยรวม
  • ทิศทางนโยบายของธนาคารกลางในกลุ่มประเทศแถบลาตินอเมริกามีแนวโน้มผ่อนคลายและบางแห่งอย่างเช่น บราซิลกำลังเข้าสู่วัฏจักรขาลงของดอกเบี้ยซึ่งแตกต่างจากธนาคารกลางในกลุ่มประเทศแถบยุโรปและสหรัฐฯ ที่เริ่มลดดอกเบี้ยมาตั้งแต่ช่วงปี 2024 จึงทำให้พื้นที่ในการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในอนาคตทำได้อย่างจำกัด โดยเฉพาะเมื่อสถานการณ์ของราคาพลังงานโลกกดดันอัตราเงินเฟ้อ สำหรับช่วงเดือน มี.ค. 2026 ที่ผ่านมา (สงครามเกิดขึ้นแล้ว) ธนาคารกลางบราซิลและเม็กซิโกมีการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 

กลยุทธ์การลงทุนในตลาดหุ้นกลุ่ม Latin America : อยู่บน Theme การลงทุนที่เรียกว่า “Inflation Hedge” ซึ่งเรามองว่าสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบันที่ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวขึ้นและอาจทรงตัวในระดับสูงเป็นเวลานาน สำหรับกลยุทธ์ Inflation Hedge แบบตรงไปตรงมาคือการแบ่งสัดส่วนของพอร์ตลงทุนเข้าลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ที่ได้รับผลกระทบจาก Supply Disruption เช่น น้ำมัน, ก๊าซธรรมชาติ, ถ่านหิน, ปิโตรเคมีภัณฑ์, โลหะพื้นฐาน (Base Metals) อย่างอลูมิเนียม และอื่นๆ รวมถึงการลงทุนในสินค้าเกษตรซึ่งเราคาดว่าจะเป็นสินค้าโภคภัณฑ์กลุ่มถัดไปที่ราคาปรับตัวขึ้น ส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นใน Theme Inflation Hedge เราควรพิจารณาเลือกตลาดหุ้นที่มีสัดส่วนของหุ้น (บริษัท) ที่ได้ประโยชน์จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์อยู่มากเทียบกับน้ำหนักของดัชนีโดยรวมยกตัวอย่างเช่น ตลาดหุ้นบราซิลซึ่งได้อานิสงส์เชิงบวกจากราคาพลังงานต่อทั้งเศรษฐกิจและกำไรของบริษัทจดทะเบียน อีกทั้งยังเป็นตลาดหุ้นที่กำลังเข้าสู่วัฏจักรขาลงของดอกเบี้ย

ความเสี่ยงที่สำคัญ :

1. เศรษฐกิจและตลาดหุ้นบราซิลอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญจากการเลือกตั้งซึ่งจะจัดขึ้นในช่วง 4/2026 ซึ่งอาจสร้างความไม่แน่นอนและความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย และอีกประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังคือปัญหาเชิงโครงสร้างโดยเฉพาะฐานะการคลังของประเทศและระดับหนี้สินต่อ GDP ที่เพิ่มขึ้น นอกจากนั้นยังมีความเปราะบางของฐานะการคลังที่เกิดจากการใช้จ่ายเพื่อสวัสดิการบำนาญ (Public Spending on Pension) ที่สูงมากกว่า 10% เทียบกับสัดส่วนของ GDP สร้างภาระทางการคลังให้กับประเทศในระยะยาว ที่ระดับดังกล่าวถือว่าสูงกว่าประเทศในกลุ่ม Emerging Market และกลุ่ม Latin America โดยรวมอย่างมีนัยสำคัญ

2. การเป็น Exporter สินค้าโภคภัณฑ์ในอีกด้านหนึ่งอาจเป็นความเสี่ยงต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในกรณีที่เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยและ Demand ของผู้ผลิตและผู้บริโภคทั่วโลกลดลงอย่างมีนัยสำคัญเป็นเวลานานทำให้เศรษฐกิจบราซิลและตลาดหุ้นบราซิลได้รับผลกระทบเชิงลบเช่นเดียวกับตลาดหุ้นอื่นๆ