วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน 2569

Login
Login

‘ผู้นำ’ และ ‘กลุ่มทุน’ ในภาวะวิกฤติ

‘ผู้นำ’ และ ‘กลุ่มทุน’ ในภาวะวิกฤติ

โลกกำลังถูกแรงกระแทกอย่างหนักหน่วงจากสงครามในตะวันออกกลาง ไม่ใช่เพียงความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่ลุกลามรวดเร็ว กลายเป็นมหาวิกฤติลูกใหญ่กดดันโลกอย่างรุนแรง โดยเฉพาะวิกฤติพลังงาน ที่ขยายไปสู่วิกฤติอื่นมากมาย

    โดยเฉพาะเมื่อเส้นเลือดใหญ่ของการขนส่งน้ำมันอย่าง ช่องแคบฮอร์มุซ ถูกปิดหรือถูกคุกคามจนแทบใช้งานไม่ได้ ผลกระทบจึงไม่ใช่แค่ราคาน้ำมันที่พุ่งสูง แต่คือความไม่แน่นอนของทั้งระบบห่วงโซ่อุปทานโลก และไทยก็ไม่อาจยืนอยู่นอกแรงกระแทกนี้ได้ แม้จะมีข่าวถึงความพยายามยุติการสู้รบ เพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง แต่เมื่อผลกระทบเกิดขึ้นแล้ว ประเทศไทยก็ต้องหาทางรับมือ หรือหาแผนฟื้นฟูในระยะข้างหน้าทันทีหากการยุติสู้รบเกิดขึ้นจริง
    ห้วงเวลาวิกฤติเช่นนี้ ความท้าทายของผู้นำประเทศไม่ใช่แค่การ “ประคอง” แต่ต้อง “ตัดสินใจ” เด็ดขาดและโปร่งใส ทว่าภาพที่สะท้อนออกมา กลับเต็มไปด้วยคำถามต่อความโปร่งใสและชัดเจนของนโยบายพลังงาน การบริหารจัดการทรัพยากรและทิศทางการรับมือที่ไร้เอกภาพ ทั้งยังเห็นกลุ่มคนที่ฉวยโอกาสกักตุนพลังงาน หวังทำกำไรจากความเดือดร้อนประชาชน โดยที่กลไกของรัฐไม่สามารถ “ชี้เป็นชี้ตาย” กับพฤติกรรมเยี่ยงนี้ได้อย่างทันท่วงที สิ่งนี้ไม่เพียงซ้ำเติมวิกฤติ แต่ยังกัดกร่อนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐอย่างเงียบๆ

    คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียง “เราจะมีพลังงานพอหรือไม่” แต่คือ “เราจะบริหารความจริงอย่างไร” ในยุคที่ข่าวสารไหลเร็ว อย่าลืมว่าความคลุมเครือ คือ ศัตรูของความเชื่อมั่น รัฐบาลจำเป็นต้องออกมาสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา ชี้แจงสถานการณ์ ข้อจำกัด และแผนรับมือในทุกมิติ ตั้งแต่การสำรองพลังงาน การควบคุมราคา ไปจนถึงมาตรการช่วยเหลือประชาชนในภาคส่วนต่างๆ อย่างจริงใจ เพราะการสื่อสารที่โปร่งใส คือเครื่องมือสำคัญในการลดความตื่นตระหนก และสร้างพลังร่วมของสังคม 

    ตัวอย่างที่น่าสนใจคือแนวทางของ ลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ที่เน้นสื่อสารกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมา รอบด้าน มีข้อมูลรองรับในทุกสถานการณ์สำคัญ การสร้างความเข้าใจร่วมและความเชื่อมั่น ไม่ได้เกิดจากการปกปิดหรือเลี่ยงตอบคำถามยาก แต่เกิดจาก “ความจริง” ที่ถูกอธิบายอย่างมีระบบและต่อเนื่อง ทำให้สังคมพร้อมร่วมมือรับมือวิกฤติไปในทิศทางเดียวกัน อีกด้านหนึ่งวิกฤติครั้งนี้ยังสะท้อนถึง “ความเปราะบางเชิงโครงสร้าง” ของระบบพลังงานไทย ที่พึ่งพาการนำเข้าและผูกโยงกับตลาดโลกอย่างลึกซึ้ง การเร่งปรับโครงสร้างพลังงาน การกระจายแหล่งพลังงาน และลงทุนในพลังงานทางเลือก คือ “ความจำเป็นเชิงยุทธศาสตร์” ที่ต้องเดินหน้าอย่างจริงจัง 
    เหนือสิ่งอื่นใด วิกฤติครั้งนี้ไม่อาจผ่านไปได้ หากยังปล่อยให้ “ผลประโยชน์ส่วนตัว” อยู่เหนือ “ผลประโยชน์ส่วนรวม” ผู้นำประเทศต้องกล้าตัดสินใจ กล้าบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ขณะที่ กลุ่มทุนในภาคพลังงานและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ต้องตระหนักว่าการอยู่รอดของประเทศ ก็คือการอยู่รอดของกลุ่มธุรกิจตัวเองด้วย หยุดกอบโกยในยามวิกฤติ และหันมาร่วมรับผิดชอบให้ประเทศผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปได้แบบไม่ล้มกลางทาง