ตามที่รัฐบาลใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงแทรกแซงราคาน้ำมัน เพื่อลดภาระของประชาชน จากสถานการณ์วิกฤตพลังงาน ทำให้กองทุนน้ำมันติดลบแล้วราว 4 หมื่นล้านบาท และกำลังอยู่ระหว่างออกกฎหมายรองรับการขยายวงเงินเพิ่มเป็น 1.5 แสนล้านบาท เพื่อเตรียมพร้อมรองรับความผันผวนของราคาน้ำมันโลกที่อาจยืดเยื้อจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
โดยหากกองทุนน้ำมันกู้เต็มวงเงินที่เพิ่ม จะส่งผลให้ระดับหนี้สาธารณะ ปรับเพิ่มขึ้นราว 1% ของจีดีพี จากปัจจุบันสัดส่วนหนี้สาธารณะอยู่ที่ราว 66.09% ทำให้เหลือช่องว่างที่สามารถกู้ได้อีกราว 3 แสนล้านบาท ภายใต้เพดานหนี้สาธารณะที่ 70% ของจีดีพี
ภายใต้กลไกปกติ รัฐบาลมีทางเลือกไม่มากนักในการหาแหล่งเงินกู้ เช่น จากสถาบันการเงินซึ่งเสนอเงื่อนไขที่ดีเท่าที่เป็นได้ในสภาพการณ์ปัจจุบัน โดยมีกระทรวงการคลังเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้
แต่หากจะลองพิจารณาเครื่องมือทางการเงินในรูปแบบใหม่ เช่น การใช้ Stablecoin เงินบาท ประเภทที่มีพันธบัตรรัฐบาลหนุนหลัง โดยให้สถาบันการเงิน (เช่น ธนาคารพาณิชย์แข่งขันกันยื่นข้อเสนอ) เป็นผู้ออก Stablecoin ภายใต้เงื่อนไขว่าทุก ๆ Stablecoin ที่ออก ต้องมีพันธบัตรกระทรวงการคลังหนุนหลัง (Treasury-backed Stablecoin) สำหรับเพิ่มเงินใส่กองทุนน้ำมัน และใช้ในโครงการที่จำเป็นอื่น ๆ ของรัฐบาลในอนาคต ก็ดูจะเป็นทางเลือกที่มีความเป็นไปได้และน่าสนใจไม่น้อยในเชิงนโยบาย
แนวคิดนี้ คล้ายคลึงกับที่สหรัฐอเมริกา เพิ่งมีการออกกฎหมายที่เรียกว่า GENIUS Act หรือชื่อเต็มคือ “Guiding and Establishing National Innovation for U.S. Stablecoins Act” ที่กำหนดแนวทางให้เอกชนเป็นผู้ออก Stablecoin และรัฐเป็นผู้กำกับดูแล ซึ่งเน้นใช้ประโยชน์จากความเป็นอิสระและปลอดจากการพึ่งระบบที่อาศัยตัวกลาง เพื่อสร้างแรงจูงใจตลาด (แตกต่างจากแนวทางการใช้ CBDC หรือสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง ซึ่งมีข้อกังวลเรื่องการควบคุมแบบรวมศูนย์กับความเป็นส่วนตัวของข้อมูลและผู้ใช้งาน)
เมื่อได้ผู้รับอนุญาต การออก Stablecoin ในแต่ละรอบ กระทรวงการคลังจะได้เงินจากการขายพันธบัตร เพื่อนำไปเติมให้แก่กองทุนน้ำมัน (หรือโครงการอื่น ๆ) โดยรัฐสามารถออกเป็นพันธบัตรที่ไม่จ่ายดอกเบี้ย (Zero Coupon Bond) เพื่อลดภาระต้นทุนทางการเงิน แลกกับที่เอกชนผู้รับอนุญาตได้ธุรกิจและการสร้างมูลค่าที่เกี่ยวเนื่องกับการออก Stablecoin
พูดอย่างง่าย คือ รัฐสามารถกู้เงินแบบไม่ต้องเสียดอกเบี้ยด้วยเครื่องมือ Stablecoin โดยมีต้นทุนต่ำกว่าการหาแหล่งเงินกู้ตามกลไกปกติ
ตัวอย่างเช่น ธนาคารพาณิชย์รับอนุญาต 5 ราย ได้สิทธิการออก Stablecoin มูลค่ารายละ 3 หมื่นล้านบาท ธนาคารต้องเข้าซื้อพันธบัตรคลังในมูลค่าที่เท่ากันรวม 1.5 แสนล้านบาทเพื่อใช้เป็นสินทรัพย์หนุนหลัง และรัฐได้เงินจากการขายพันธบัตรนำมาเติมให้กับกองทุนน้ำมันจำนวน 1.5 แสนล้านบาทตามที่ต้องการ
ในขณะที่ ธนาคารผู้รับอนุญาต สามารถนำ Stablecoin ที่ออก ไปใช้สร้างธุรกิจและบริการที่เกี่ยวเนื่อง เช่น การใช้จ่ายในธุรกรรมแบบออนไลน์ และการเชื่อมโยงกับ DeFi (Decentralized Finance) หรือบริการทางการเงินแบบกระจายศูนย์บนบล็อกเชน ภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ฯลฯ
นอกจากนี้ หากการออก Stablecoin ได้รับอนุญาตให้มีผลตอบแทนจากค่าธรรมเนียมบางประเภท เช่น ค่าสิทธิของผู้ออกเหรียญ (Creator Fee) ค่าธรรมเนียมการใช้งาน (Transaction Fee) รัฐยังสามารถเก็บรายได้ในรูปของภาษีจากค่าธรรมเนียมธุรกรรมที่เกิดจากการใช้งาน Stablecoin ในระบบได้อย่างต่อเนื่องอีกด้วย
ด้วยเครื่องมือ Stablecoin ที่นอกจากมิได้ทำให้รัฐมีต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นจากการจัดหาเงินทุนแล้ว รัฐยังสามารถมีรายรับจากค่าธรรมเนียมการใช้งาน Stablecoin เหล่านี้ในวงกว้างอีกด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น กรณี Stablecoin ที่ออกใช้หมุนเวียนอยู่ในระบบแล้ว มิได้ถูกออกแบบให้มีกระบวนการทำลายเหรียญทิ้ง (Burn) จะมีผลทำให้พันธบัตรที่ใช้เป็นสินทรัพย์หนุนหลังไม่จำเป็นต้องมีอายุไถ่ถอน หรืออีกนัยหนึ่งทำให้พันธบัตรมีคุณสมบัติเป็น Perpetual Bond และเมื่อนำมาประกอบกับเงื่อนไขที่ไม่มีภาระการจ่ายดอกเบี้ยด้วยแล้ว จึงทำให้พันธบัตรดังกล่าว อาจจัดเป็นตราสารทุน ตามเกณฑ์ที่สอดคล้องกับมาตรฐานการบัญชีภาครัฐ (IPSAS) โดยหากพิจารณาแล้วว่าไม่เข้าข่ายเป็นตราสารหนี้ ก็จะไม่กระทบกับตัวเลขหนี้สาธารณะที่ต้องเผชิญกับกรอบเพดานจำกัดแต่อย่างใด
ปัจจุบัน ธนาคารพาณิชย์หลายแห่ง กำลังมีการศึกษาความเป็นไปได้ในการออก “Tokenized Deposits” หรือเป็นโทเคนที่ออกโดยธนาคารบนบล็อกเชนโดยมีเงินฝากของแต่ละเจ้าของบัญชีหนุนหลัง สำหรับใช้ประโยชน์ภายในระบบนิเวศของธนาคารเอง ซึ่งเป็นรูปแบบที่แตกต่างจาก “Treasury-backed Stablecoin” ที่ออกแบบโดยใช้พันธบัตรรัฐบาลหนุนหลัง เพื่อให้เป็นประโยชน์แก่กิจการแห่งรัฐ ตามที่กล่าวมาข้างต้น





