วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน 2569

Login
Login

พินัยกรรม: สิ่งที่ควรรู้ก่อนจัดการทรัพย์สินในวันที่เรายังเลือกได้

พินัยกรรม: สิ่งที่ควรรู้ก่อนจัดการทรัพย์สินในวันที่เรายังเลือกได้

“พินัยกรรม” อาจเป็นเรื่องที่หลายคนมองว่าไกลตัว บางท่านอาจจะรอให้เกษียณอายุหรือรอให้ลูกหลานโตก่อนแล้วค่อยเริ่มคิดจัดทำพินัยกรรมก็ได้ แต่ในความเป็นจริง การจัดทำพินัยกรรมคือหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของการวางแผนการเงินและการส่งต่อทรัพย์สินที่ควรพิจารณาตั้งแต่ช่วงวัยที่เรายังสามารถตัดสินใจได้อย่างชัดเจน เพราะหากไม่มีการวางแผนล่วงหน้า ทรัพย์สินทั้งหมดจะถูกจัดสรรตามกฎหมายซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของเจ้าของทรัพย์สิน จนอาจนำไปสู่ความขัดแย้งในครอบครัวและยังอาจทำให้กระบวนการจัดการมรดกใช้เวลานานขึ้น

พินัยกรรมคืออะไรและมีความสำคัญอย่างไร

พินัยกรรม คือ เอกสารทางกฎหมายที่แสดงเจตนาของบุคคลในการจัดสรรทรัพย์สิน สิทธิ หรือหน้าที่ต่าง ๆ หลังจากเสียชีวิต และเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้การส่งต่อทรัพย์สินอย่างมีระบบ ความสำคัญของพินัยกรรมไม่ได้อยู่เพียงแค่ว่าเราต้องการแบ่งทรัพย์สินอะไรให้ใครเท่านั้น แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงของข้อพิพาทระหว่างทายาท

ในทางกลับกัน หากผู้เสียชีวิตไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ ทรัพย์มรดกจะตกทอดแก่ “ทายาทโดยธรรม” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 กำหนด “ลำดับทายาทโดยธรรม” ไว้ 6 ลำดับ ดังนี้

1. ผู้สืบสันดาน หมายถึง ญาติผู้สืบสายโลหิตโดยตรงลงไปของเจ้ามรดก คือ บุตร หลาน เหลน เป็นต้น ทายาทชั้นนี้รวมถึงบุตรบุญธรรมที่ได้รับการจดทะเบียนรับรองเป็นบุตรบุญธรรมตามกฎหมาย และรวมถึงบุตรนอกสมรสที่บิดาได้จดทะเบียนรับรองว่าเป็นบุตรหรือศาลมีคำพิพากษาว่าเป็นบุตรหรือต่อมาภายหลังบิดาและมารดาจดทะเบียนสมรสกัน

2. บิดา มารดา คือ บิดา มารดาผู้ให้กำเนิด แต่ไม่รวมถึงบิดา มารดาในฐานะผู้รับบุตรบุญธรรม

3. พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน

4. พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน กรณีนี้เป็นพี่น้องกันแต่อาจจะเป็นพี่น้องร่วมมารดาเดียวกันแต่คนละบิดา หรือเป็นพี่น้องร่วมบิดาเดียวกันแต่คนละมารดา

5. ปู่ย่าตายาย

6. ลุงป้าน้าอา

กล่าวคือ หากทายาทโดยธรรมในลำดับก่อนยังมีชีวิตอยู่ ทายาทโดยธรรมในลำดับถัดไปจะไม่มีสิทธิรับมรดก แต่อย่างไรก็ดีทายาทโดยธรรมลำดับ 1 และลำดับ 2 จะไม่ตัดกัน ทำให้ทั้งสองลำดับนั้นมีสิทธิรับมรดกร่วมกัน สำหรับคู่สมรสที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายจะเป็นทายาทโดยธรรมลำดับพิเศษที่จะมีสิทธิรับมรดกร่วมกับทายาทโดยธรรมลำดับต่างๆ ตามสัดส่วนที่กฎหมายได้กำหนดไว้

สรุปแนวคิดเบื้องต้นสำหรับผู้ที่กำลังพิจารณาจัดทำพินัยกรรม

กฎหมายกำหนดให้ผู้ทำพินัยกรรมต้องมีคุณสมบัติ คือ มีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปีบริบูรณ์และไม่เป็นบุคคลที่ศาลมีคำสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ

พินัยกรรมสามารถจัดทำได้หลายรูปแบบ ในที่นี้จะกล่าวเฉพาะรูปแบบ ได้แก่

  • พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ ผู้ทำพินัยกรรมต้องเขียนด้วยลายมือของตนเองทั้งฉบับจะพิมพ์ไม่ได้ ลงวันเดือนปีที่ทำให้ชัดเจน และลงลายมือชื่อของตนเองด้วย จะมีพยานหรือไม่มีก็ได้
  • พินัยกรรมแบบธรรมดา ต้องทำเป็นหนังสือโดยจะเขียนหรือพิมพ์ก็ได้ ต้องระบุวันที่พร้อมลงลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรม พร้อมทั้งมีพยานรับรองการทำพินัยกรรมอย่างน้อย 2 คน โดยพยานจะต้องมิใช่เป็นผู้รับมรดก รวมถึงคู่สมรสของผู้รับมรดก
  • พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง ผู้ทำพินัยกรรมต้องไปที่หน่วยงานราชการ เช่น อำเภอหรือเขต แสดงความประสงค์ต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐ พร้อมทั้งลงลายมือชื่อและต้องนำพยานมา 2 คน ซึ่งเป็นแบบตามที่ทางราชการกำหนด โดยล่าสุดมีประกาศกฎกระทรวงการทำพินัยกรรมหรือการแสดงเจตนาเกี่ยวกับมรดก พ.ศ. 2569 ซึ่งได้มีการปรับปรุงรายละเอียดและขั้นตอนบางประการให้สอดคล้องกับการปฏิบัติในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น
  • พินัยกรรมแบบเอกสารลับ ต้องทำเป็นหนังสือจะเขียนหรือจะพิมพ์ก็ได้ พร้อมทั้งผู้ทำต้องลงลายมือชื่อ ใส่ซองปิดผนึกและนำไปให้เจ้าพนักงานที่เขตหรืออำเภอ เพื่อจดถ้อยคำประทับตราไว้บนซอง พร้อมลงลายมือชื่อ วัน เดือน ปี

แต่ละรูปแบบมีเงื่อนไขทางกฎหมายแตกต่างกัน เช่น จำนวนพยานหรือขั้นตอนการจัดทำ ดังนั้น การเลือกวิธีที่เหมาะสมควรพิจารณาจากความสะดวกและความถูกต้องตามกฎหมายประกอบกัน

โดยเนื้อหาสำคัญที่ควรระบุ ได้แก่

  • รายการทรัพย์สิน เช่น เงินสด บัญชีธนาคาร อสังหาริมทรัพย์ หุ้น หรือทรัพย์สินทางการเงินอื่นๆ
  • การระบุผู้รับมรดกและสัดส่วนการแบ่งทรัพย์สินให้แต่ละบุคคล
  • การแต่งตั้งผู้จัดการมรดก

การระบุรายละเอียดอย่างชัดเจนจะช่วยลดปัญหาการตีความ ลดความเสี่ยงของข้อขัดแย้ง ในกรณีที่ยังไม่แน่ใจว่าควรเขียนอย่างไรหรือมีทรัพย์สินที่ต้องจัดการหลายประเภท การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายหรือการวางแผนมรดกก่อนจัดทำพินัยกรรม ก็จะช่วยให้การจัดทำเอกสารมีความรอบคอบและสอดคล้องกับเจตนาที่แท้จริงได้ดียิ่งขึ้น