กระทรวงการคลังแสดงจุดยืนในการใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นกลไกหลักเพื่อพยุงราคาขายปลีกดีเซลแทนการลดภาษีสรรพสามิต เตรียมพร้อมรับมือกับวิกฤติราคาพลังงานโลกที่อาจรุนแรงขึ้นจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
มาตรการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการคลัง และป้องกันไม่ให้รายได้ของรัฐลดน้อยลงจนเกินไป ท่ามกลางความท้าทายในการจัดเก็บภาษีช่วงครึ่งปีหลัง เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน และการรักษาเสถียรภาพทางการคลังของประเทศในสภาวะที่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจยังมีความเปราะบาง
อีกเหตุผลคือ “ความคล่องตัว” ในการบริหารจัดการ ซึ่งสามารถดำเนินการอุดหนุนราคาเพื่อดูดซับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ทันที โดยไม่ต้องออกกฎหมายใหม่มารองรับ ตัวอย่างเช่น หากราคาตลาดโลกขยับขึ้น 3 บาท กองทุนฯ ก็สามารถเข้าไปอุดหนุนเพิ่ม 3 บาทได้ทันท่วงที ในทางตรงกันข้าม การลดภาษีสรรพสามิตมีขั้นตอนทางกฎหมายที่ซับซ้อนและต้องใช้เวลา เนื่องจากต้องผ่านการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) การออกกฎกระทรวง และการพิจารณาจากคณะกรรมการกฤษฎีกา ในมุมมองของผู้บริโภค ไม่ว่าจะเลือกใช้เครื่องมือใด ผลลัพธ์สุดท้ายในการช่วยลดราคาขายปลีกก็มีค่าเท่ากัน
การหลีกเลี่ยงการลดภาษีสรรพสามิต คือการป้องกันไม่ให้รัฐต้องสูญเสียรายได้หลักอย่างฉับพลัน เพราะการปรับลดเพียง 3 บาท จะทำให้รายได้จากภาษีในส่วนนี้หายไปถึงครึ่งหนึ่งทันที ในสภาวะที่การจัดเก็บรายได้ในช่วงครึ่งปีหลังถูกประเมินว่าจะทวีความยากลำบากมากขึ้น โดยเฉพาะการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลจากภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ การใช้กองทุนน้ำมันฯ จึงเป็นกันชนที่ช่วยหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อระบบการคลัง และป้องกันไม่ให้วิกฤติพลังงานลุกลามจนกลายเป็น “วิกฤติการคลัง”
เพื่อให้กลไกนี้เดินหน้าต่อไปได้ รัฐบาลเตรียมออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้เสริมสภาพคล่องแก่กองทุนน้ำมันฯ ในวงเงิน 1.5 แสนล้านบาท ระยะเวลา 1 ปี แม้เม็ดเงินก้อนนี้จะต้องถูกนับรวมในสัดส่วนหนี้สาธารณะ ปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 66 ต่อจีดีพี แต่ประเมินว่าประเทศยังคงมี “พื้นที่ทางการคลัง” (Fiscal Space) เหลือให้ดำเนินนโยบายได้อีกราว 3 แสนล้านบาท เมื่อเทียบกับบทเรียนในอดีตช่วงวิกฤติรัสเซีย-ยูเครน วงเงินค้ำประกันระดับนี้ถือว่าเพียงพอที่จะรับมือกับสถานการณ์ และช่วยให้กองทุนที่เริ่มกลับมาติดลบสามารถประคองตัวและฟื้นตัวได้ในภายหลัง
แม้จะเป็นทางออกที่เหมาะสมในการรักษาเสถียรภาพระยะสั้น แต่ในระยะยาวประเทศไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้าง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ที่ผ่านมากองทุนน้ำมันฯ มักถูกใช้ในลักษณะนโยบายประชานิยมเพื่อตรึงราคาแม้ในช่วงที่ไม่มีวิกฤติ ซึ่งสร้างความเสี่ยงต่อความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว ภาครัฐจึงควรพิจารณาข้อเสนอแนะในการจัดตั้ง “คลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์” (Strategic Petroleum Reserve - SPR) เพื่อใช้การระบายน้ำมันสำรองทางกายภาพในการลดแรงกดดันด้านราคา แทนการพึ่งพาเม็ดเงินกู้ยืมไปอุดหนุนเมื่อเกิดวิกฤติพลังงาน





