วิกฤตการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทำให้การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซเกือบหยุดชะงักลงสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดพลังงานโลกอย่างรุนแรงแบบที่ไม่เคยปรากฏมากก่อน
โดยมีปริมาณน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันหายไปจากตลาดรวมกว่า 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็น 20% ของการบริโภคทั่วโลก สถานการณ์นี้ทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังราคาดีเซล รวมถึงราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) แม้สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) จะบรรเทาปัญหาด้วยการระบายน้ำมันสำรองฉุกเฉินครั้งใหญ่ที่สุดถึง 400 ล้านบาร์เรล แต่มาตรการดังกล่าวไม่เพียงพอที่จะแก้ไขวิกฤติที่ฝังรากลึกนี้ได้
บทวิเคราะห์ของ IEA ชี้ให้เห็นว่าหัวใจสำคัญของการรับมือกับ “ช็อก” ครั้งนี้ คือการจัดการด้านอุปสงค์ผ่าน 10 มาตรการเร่งด่วนที่เน้นภาคการขนส่งซึ่งใช้พลังงานน้ำมันสูงถึง 45% ของความต้องการโลก เช่น มาตรการอย่างการทำงานที่บ้านเพิ่มขึ้น 3 วันต่อสัปดาห์ หรือการลดขีดจำกัดความเร็วบนทางหลวงลง 10 กม./ชม. ไม่ได้เป็นเพียงทางเลือกเพื่อสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่เป็นกลยุทธ์ความมั่นคงที่สามารถลดการใช้น้ำมันในระดับประเทศได้ทันที 1-6% การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเหล่านี้ หากทำควบคู่ไปกับการส่งเสริมระบบขนส่งสาธารณะและการใช้รถร่วมกัน จะช่วยสร้างแนวป้องกันให้ภาคครัวเรือนและธุรกิจรอดพ้นจากภาระค่าใช้จ่ายที่พุ่งสูงขึ้นได้
ในมิติเชิงนโยบาย รัฐบาลทั่วโลกกำลังเผชิญความท้าทายด้านงบประมาณที่จำกัดจากการกู้วิกฤติในอดีต IEA จึงเสนอแนะให้ยกเลิกมาตรการอุดหนุนแบบเหมาเข่งซึ่งบิดเบือนกลไกตลาดและสร้างภาระทางการคลังมหาศาล รัฐบาลควรเปลี่ยนไปใช้การช่วยเหลือแบบ “พุ่งเป้า” ไปยังกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้มีรายได้น้อยหรือกลุ่มรถรับจ้างสาธารณะ เช่นเดียวกับโมเดลในฟิลิปปินส์และปากีสถาน วิธีนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยปกป้องผู้ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด แต่ยังคงรักษาแรงจูงใจให้สังคมลดการใช้พลังงานในภาพรวมอย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากมาตรการระยะสั้นแล้ว วิกฤติครั้งนี้ต้องเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสู่การปฏิรูปโครงสร้างพลังงานในระยะยาว ความเปราะบางของเส้นทางขนส่งน้ำมันระดับโลกเตือนให้เห็นว่า ความมั่นคงทางพลังงานที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราลดการพึ่งพาน้ำมันผ่านการเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) การเพิ่มมาตรฐานประสิทธิภาพเชื้อเพลิงการเร่งรัดการลงทุนในเทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยสร้าง “ภูมิคุ้มกัน” ให้แก่เศรษฐกิจจากการผันผวนของราคาพลังงานในอนาคต
บทสรุปจาก IEA ชัดเจนว่า แม้การกลับมาเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะเป็นปัจจัยเดียวที่จะยุติปัญหาอุปทานได้ แต่การนิ่งเฉยรอคอยเพียงอย่างเดียวนั้นมีความเสี่ยงสูงเกินไป การที่รัฐบาล ธุรกิจ และภาคประชาชน ร่วมกันนำมาตรการลดการใช้พลังงานมาใช้อย่างจริงจังในวันนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยเป็นเกราะป้องกันตัวเราจากผลกระทบของราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นแรงอย่างบ้าคลั่ง แต่ยังเป็นการวางรากฐานสู่ระบบพลังงานที่มีความยืดหยุ่น มั่งคั่ง และยั่งยืนกว่าเดิมในวันข้างหน้า





