วันพุธ ที่ 25 มีนาคม 2569

Login
Login

จาก Oil Shock ถึง Epic Fury รื้อพอร์ตรับมือสงคราม

จาก Oil Shock ถึง Epic Fury รื้อพอร์ตรับมือสงคราม

Operation Epic Fury ซึ่งสหรัฐและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ไม่ใช่แค่สงครามพลังงานในความหมายดั้งเดิม แต่คือ Polycrisis หรือวิกฤติหลายมิติที่กระทบห่วงโซ่อุปทานสามภาคพร้อมกัน ทั้งการขนส่ง อุตสาหกรรม และเกษตรกรรม ช่องแคบฮอร์มุซที่กว้างเพียง 33 กิโลเมตรในจุดแคบที่สุด แต่เป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันดิบเกือบ 1 ใน 5 ของโลก บัดนี้ถูกประกาศปิด และตลาดโลกซื้อขาย “ความไม่แน่นอน” ไปแล้วก่อนที่วิกฤติจะลุกลามเต็มที่

สิ่งที่น่ากังวลกว่าราคาน้ำมัน Brent ที่ทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล คือสินค้าโภคภัณฑ์อื่นที่ถูกล็อคไว้ในช่องแคบเดียวกัน ยูเรียและแอมโมเนียกว่า 22% ของปริมาณค้าโลก อะลูมิเนียม 24% กำมะถัน 45% และฮีเลียมถึง 33% ซึ่งเป็น byproduct ของ LNG จาก Ras Laffan ในกาตาร์ที่ปิดตัวลงแล้ว ฮีเลียมที่ขาดหายไปนี้คือปัจจัยผลิตหลักของการผลิต semiconductor chip และ MRI machines ทั่วโลก ขณะที่ราคาปุ๋ยที่พุ่งขึ้น 35-40% กำลังทำลายฤดูกาลเพาะปลูกฤดูใบไม้ผลิปี 2026 ที่ยากจะชดเชยด้วยการนำเข้าช้า

ในส่วนของเศรษฐกิจไทย ค่อนข้างเปราะบางต่อวิกฤติพลังงานเมื่อเทียบกับประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ด้วยสัดส่วนการนำเข้าพลังงานสุทธิสูงถึง 7.25% ของ GDP และกว่า 52% ของพลังงานที่นำเข้าทั้งหมดมาจากตะวันออกกลาง แม้จะมีหนี้สาธารณะสกุลต่างประเทศต่ำเพียง 1-2% ของหนี้สาธารณะทั้งหมดเป็นกันชน แต่ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างด้านพลังงานของเราสูงกว่าที่หลายคนคิด

ในกรอบการวิเคราะห์สถานการณ์สงคราม (Scenario Analysis) ของ INVX หากความขัดแย้งกินเวลา 2 สัปดาห์-3 เดือน และมีการปิดช่องเฮอร์มุซ และการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานแล้ว GDP ไทยจะชะลอสู่ 1.4% บาทอ่อนแตะ 34 บาทต่อดอลลาร์ และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยไปตลอดปี แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกิน 3 เดือนและลุกลามระดับภูมิภาค GDP ไทยจะหดเหลือเพียง 1.0% บาทอ่อนแตะ 36 บาทต่อดอลลาร์ นักท่องเที่ยวต่างชาติหายไปเกือบ 10 ล้านคน และ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) อาจต้องคงหรือขึ้นดอกเบี้ยแทนการลด เพื่อสกัดเงินเฟ้อนำเข้าและพยุงค่าเงิน นี่คือการพลิกทิศทางที่นักลงทุนส่วนใหญ่ยังไม่ได้ price in ในพอร์ตของตน

หากมองว่าสงครามครั้งนี้เหมือน Oil shock ในอดีต เราจะพบว่า Oil Shock ปี 1973 สอนเราสองเรื่องที่เจ็บปวดที่สุด เรื่องแรกคือ การกระจายความเสี่ยงหรือ diversification ไม่ใช่คำตอบเมื่อ supply shock มีขนาดใหญ่พอ เพราะหุ้น พันธบัตร และอสังหาริมทรัพย์ร่วงพร้อมกันในปี 1974 เมื่อเงินเฟ้อกัดกินผลตอบแทนทั้งระบบ เรื่องที่สองคือ stagflation ที่ทำให้ Fed ในยุคนั้นเลือกผิดระหว่างสู้เงินเฟ้อกับพยุงเศรษฐกิจ จนต้องใช้ Volcker Shock ขึ้นดอกเบี้ยสู่ 20% ในปี 1980 ทำลายทั้งพอร์ตหุ้นและพันธบัตรพร้อมกัน

จากสามรอบวิกฤติพลังงานใหญ่ในประวัติศาสตร์ มีเพียงหุ้นกลุ่มพลังงานที่ให้ผลตอบแทนเป็นบวกทุกรอบ ไม่ว่าจะเป็นปี 1973-1974, 1979-1980 และ 2022 ขณะที่ทองคำให้ผลตอบแทนดี แต่ไม่ใช่ทุกครั้ง เห็นได้ชัดจากที่ทองร่วง 9.5% ในสัปดาห์เดียวเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สะท้อนว่าในวิกฤติเชิงระบบจริง สภาพคล่องถูกบังคับขายทุก asset รวมทองด้วย

ปี 2026 ไม่ใช่ปีปกติ เพราะเผชิญแรงกระแทกสามด้านพร้อมกัน ทั้งสงครามพลังงาน ภาษีการค้า และความไม่แน่นอนทางการเมืองระหว่างประเทศ ทำให้กลยุทธที่น่าสนใจกลยุทธหนึ่งคือ Barbell Strategy คือถือสินทรัพย์ปลอดภัยสุดขั้วหนึ่ง และสินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์จากวิกฤตอีกขั้วหนึ่ง หลีกเลี่ยงตรงกลางที่ไม่ปลอดภัยพอและไม่โตพอ 

โดยหากใช้กลยุทธนี้ อาจถือเงินสดและพันธบัตรระยะสั้น 25-30% เผื่อป้องกันความเสี่ยงและมีกระสุนสำรองในการลงทุนในตลาดที่ผันผวนสูง ทองคำ 10-15% ซึ่งในภาวะสงครามและความไม่แน่นอนด้านเงินดอลลาร์มีบทบาทมากกว่าปกติ หุ้นกลุ่ม Defensive ในประเทศ 30-35% ทั้งสาธารณูปโภค โรงพยาบาล และอาหาร ที่มีรายได้เป็นบาทและไม่ผันผวนตามน้ำมัน และหุ้นที่ได้ประโยชน์จากราคาพลังงานสูง 10-15% นำโดย PTTEP หรือหากจะลงในกองทุน INVX แนะนำกองทุน A-GRID ที่ลงทุนใน Smart Grid Infrastructure ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่โลกต้องการมากขึ้นทุกวันไม่ว่าสงครามจะจบหรือไม่

สิ่งที่ควรลดหรือหลีกเลี่ยงคือหุ้นที่มีต้นทุนพลังงานสูง margin บาง และ leverage สูง ทั้งปิโตรเคมี สายการบิน SPP โรงไฟฟ้า และอสังหาริมทรัพย์ที่พึ่งสินเชื่อ

สำหรับผู้ที่ต้องการ Selective Buy แทนการถือเงินสดล้วน อินโนเวสท์ เอกซ์ แนะนำ 3 ธีมหลักในตลาดหุ้นไทย

ธีมแรกคือ High Dividend เพื่อสร้างกระแสเงินสดในช่วงที่ตลาดผันผวนก่อน XD เดือนเมษายนถึงพฤษภาคม โดยเลือกหุ้นที่จ่ายเงินปันผลจากกำไรปี 2568 ที่ให้ Yield เกิน 5% และฐานะการเงินมั่นคง ได้แก่ KTB KTC KBANK KKP TISCO BAM AP และ TLI

ธีมที่สองคือ High Pricing Power ในกลุ่มสินค้าจำเป็นและคู่แข่งน้อยราย ซึ่งสามารถส่งผ่านต้นทุนให้ลูกค้าได้เร็วโดยไม่สูญเสียส่วนแบ่งตลาด ได้แก่ ADVANC TRUE CPALL CPAXT BJC BEM CHG BCH และ PTTEP

ธีมที่สามคือหุ้นส่งออกที่ได้อานิสงส์ทั้งจากบาทอ่อนค่าและมาตรการภาษีศุลกากรสหรัฐที่ลดลงเหลือ 10% ทำให้ margin กว้างขึ้น ได้แก่ TU ITC DELTA และ HANA โดยแนะนำแบ่งไม้สะสมที่แนวรับสำคัญ 1,320-1,350 / 1,275 / 1,100 แทนการ single entry และตั้ง trailing stop ไว้เสมอหากสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย

หัวใจของการอยู่รอดในวิกฤตที่ลากยาวไม่ใช่การเลือกหุ้นได้เก่งกว่าตลาด แต่คือการรู้ว่าตัวเองถือ “อะไร” และ “ทำไม” เพราะเมื่อทุกสินทรัพย์ร่วงพร้อมกัน สิ่งเดียวที่กันนักลงทุนออกจากการ panic sell คือความเข้าใจในแนวคิดเบื้องหลังอย่างแท้จริง รู้จักแยกความผันผวนออกจากการขาดทุนถาวรและมีสภาพคล่องเพียงพอที่จะเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส

ขอให้นักลงทุนโชคดี

- รวมทุกช่องทาง InnovestX official ให้คุณได้ติดตามข้อมูลข่าวสารการลงทุนรอบโลก คลิก : https://linktr.ee/InnovestX

- เปิดบัญชีลงทุน InnovestX วันนี้! เปิดครั้งเดียวลงทุนได้ครบทั้งจักรวาลการลงทุน

โหลดเลย คลิก https://innovestx.onelink.me/23if/ek1n76zm

- ติดตามบทวิเคราะห์การลงทุนอื่นๆ เพิ่มเติมจาก InnovestX คลิก : https://bit.ly/respublisher

#InnovestX #InnovestXResearch #InnovestXApp #จักรวาลการลงทุนในมือคุณ

*ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยง โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้