วันพุธ ที่ 25 มีนาคม 2569

Login
Login

ไทยพร้อมแล้วหรือยังสำหรับ Stablecoin ที่ผูกกับเงินบาท?

ไทยพร้อมแล้วหรือยังสำหรับ Stablecoin ที่ผูกกับเงินบาท?

คำถามนี้เป็นหนึ่งในคำถามที่ผมได้รับบ่อยที่สุดในช่วงนี้ โดยเฉพาะหลังจากได้ร่วมพูดคุยบนเวที Money 20/20 Roadshow เมื่อเดือนที่ผ่านมา คำตอบที่ตรงไปตรงมาที่สุดคือ “ไทยพร้อมแล้วบางส่วน แต่ยังไม่พร้อมทั้งหมด” และนี่ไม่ใช่คำตอบที่กำกวม แต่เป็นการประเมินสถานการณ์อย่างตรงไปตรงมาในฐานะผู้ปฏิบัติการในอุตสาหกรรม

สภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปมากกว่าที่คิด

ประเทศไทยเดินมาไกลกว่าที่หลายคนคาดคิด สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ยกระดับสินทรัพย์ดิจิทัลจาก “เครื่องมือเก็งกำไร” สู่ “สินทรัพย์เพื่อการลงทุน (crypto as an asset class)” อย่างชัดเจน เราเห็นพัฒนาการเชิงนโยบายอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้าน Crypto ETF, กรอบกำกับดูแล Crypto Derivatives และ Stablecoin/Programmable Money Sandbox ของธนาคารแห่งประเทศไทย ทิศทางโดยรวม เปิดรับ และมีพัฒนาการเชิงบวกอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม Regulation ที่เปิด ไม่ได้แปลว่าตลาดพร้อมโดยอัตโนมัติ คำถามที่สำคัญกว่าคือ “เราพร้อมจะสร้าง Stablecoin ไปเพื่ออะไร?”

เทคโนโลยีที่ดี ต้องแก้ปัญหาจริง

ระบบการเงินที่ดี ไม่ได้ถูกนิยามโดยความล้ำสมัยของเทคโนโลยีแต่วัดจาก “ความสามารถในการแก้เพนพ้อยท์จริง”ในบริบทของประเทศไทย ต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าเพนพ้อยท์ด้าน Domestic Payment แทบไม่มีแล้ว PromptPay คือหนึ่งในระบบการชำระเงินที่มีประสิทธิภาพที่สุดในโลก รวดเร็ว ต้นทุนต่ำ และเข้าถึงคนส่วนใหญ่ของประเทศ ประเทศไทยยังถูกจัดอยู่ในอันดับต้นๆ ของโลกด้าน Mobile Payment Adoption ในขณะที่หลายประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐฯ ญี่ปุ่น หรือยุโรป ยังต้องพึ่งพาเงินสดในหลายกรณี แต่ในประเทศไทย เพียงมี Mobile Banking ก็สามารถใช้ชีวิตได้แทบทุกที่ผ่าน QR Payment ดังนั้น หาก Stablecoin Baht จะเกิดขึ้น มันต้องแก้ปัญหาที่อยู่นอกเหนือจากยูสเคสภายในประเทศ

ยูสเคสแรก: การชำระเงินและโอนเงินข้ามประเทศ

เพนพ้อยท์ที่ชัดเจนที่สุดอยู่ที่ Cross-border Payment ปัจจุบัน การโอนเงินระหว่างประเทศยังพึ่งพาระบบ SWIFT ซึ่งมีข้อจำกัดชัดเจน ใช้เวลา 2-5 วันทำการ มีต้นทุนสูงและกระบวนการซับซ้อน

ในขณะที่ Stablecoin สามารถโอนบน Blockchain ได้ภายในไม่กี่วินาที ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่ามาก และมีความโปร่งใสสูงกว่า นี่คือเหตุผลที่เราเห็นผู้เล่นระดับโลก ตั้งแต่ Visa, Mastercard, PayPal ไปจนถึงธนาคารขนาดใหญ่ เริ่มลงทุนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน Stablecoin อย่างจริงจัง สำหรับประเทศไทย โอกาสนี้ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น เราเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของอาเซียน มีแรงงานต่างชาติหลายล้านคนที่โอนเงินกลับประเทศ และมีบริษัทไทยที่ขยายธุรกิจไปยังเวียดนาม อินโดนีเซีย เมียนมา และกัมพูชา

Stablecoin Baht สามารถลดต้นทุน เพิ่มความเร็ว และยกระดับประสิทธิภาพของการเคลื่อนย้ายเงินในภูมิภาคได้อย่างมีนัยสำคัญ

ยูสเคสที่สอง: โครงสร้างพื้นฐานสำหรับ RWA On-chain

เป็นอีกหนึ่งยูสเคสที่สำคัญ คือการเป็น “Settlement Layer” สำหรับ Real World Assets (RWA) บน Blockchain เมื่อสินทรัพย์จริง เช่น อสังหาริมทรัพย์ กองทุน หรือพันธบัตร ถูกแปลงเป็นโทเคนบน Blockchain มากขึ้น ระบบนิเวศนี้จำเป็นต้องมี “สกุลเงินบาท” สำหรับการจ่ายผลตอบแทน การจ่ายเงินปันผล และการซื้อขายสินทรัพย์ของประเทศไทยบนโลก blockchain

ในตลาดโลก Stablecoin ดอลลาร์ทำหน้าที่นี้อยู่แล้ว แต่สำหรับสินทรัพย์ไทย หากไม่มี Stablecoin Baht ทุกธุรกรรมจะต้องแปลงสกุลเงินไปมา ซึ่งหมายถึง ความเสี่ยง FX ต้นทุนที่ซ่อนอยู่ และประสิทธิภาพที่ลดลง

พูดให้ชัดคือ หากไม่มี Stablecoin Baht ไทยจะไม่สามารถเข้าร่วมระบบการเงิน On-chain ได้อย่างเต็มรูปแบบ Stablecoin Baht จึงไม่ใช่เพียง “เครื่องมือชำระเงิน” แต่คือ “Financial Infrastructure ใหม่” ที่เชื่อม ระบบการเงินแบบดั้งเดิมกับ ระบบการเงินบน blockchain ของไทยเข้าด้วยกัน

ความท้าทายที่ต้องเผชิญอย่างตรงไปตรงมา

แม้โอกาสจะชัดเจน แต่ความท้าทายก็ชัดไม่แพ้กัน

1. Regulatory Coordination – กรอบกฎหมายในปัจจุบันยังมีความทับซ้อน Stablecoin ที่เกี่ยวข้องทั้ง พ.ร.บ.เงินตรา (ภายใต้ ธปท.) พ.ร.บ.ระบบการชำระเงิน และ พ.ร.บ.สินทรัพย์ดิจิทัล (ภายใต้ ก.ล.ต.) การประสานกรอบกฎหมายเหล่านี้ให้สอดคล้องกัน คือ “เงื่อนไขสำคัญ” ก่อนการใช้งานในวงกว้าง อย่างไรก็ตาม สัญญาณจากทั้ง ธปท. และ ก.ล.ต. สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจร่วมกันในการพัฒนากรอบที่เหมาะสม

2. Monetary Stability – ความกังวลของธนาคารกลางเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ Stablecoin ที่ใช้ในวงกว้าง อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพของนโยบายการเงิน นี่ไม่ใช่ความท้าทายเฉพาะของไทย แต่เป็นโจทย์ระดับโลกที่ยังไม่มีคำตอบตายตัว อย่างไรก็ตาม Programmable Payment Sandbox ของ ธปท. ซึ่งกำหนดให้ Stablecoin ต้องมีเงินสำรอง 1:1 สะท้อนแนวทางที่ “เปิดรับอย่างมีวินัย”

3. Designing for Real Adoption – ความท้าทายที่แท้จริงไม่ใช่เทคโนโลยี แต่คือ “การออกแบบเพื่อให้เกิด Adoption” หาก Stablecoin ถูกควบคุมจนไม่ต่างจากเงินบาทในระบบเดิม มันจะไม่สามารถสร้างคุณค่าใหม่ได้ ในขณะเดียวกัน ความเสี่ยงด้าน การฟอกเงิน บัญชีม้า และการฉ้อโกงต่างๆ ก็เป็นสิ่งที่ละเลยไม่ได้ โจทย์ที่ยากที่สุดคือการสร้างสมดุลระหว่าง “Innovation” และ “Risk Management” ซึ่งเป็นโจทย์เดียวกันที่ทุกประเทศกำลังเผชิญ

18 เดือนข้างหน้าจะเป็นช่วงชี้ขาด

มุมมองของผมคือ ภายใน 18 เดือนข้างหน้าเราจะเห็นความชัดเจนมากขึ้นใน 3 ด้านคือ หนึ่งกรอบกำกับดูแลที่เป็นรูปธรรม สอง Pilot Projects ที่ทดสอบยูสเคสจริง และสามคือความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน

ระบบการเงินไม่ได้เปลี่ยนแปลงในชั่วข้ามคืน แต่วันนี้ โครงสร้างพื้นฐานเริ่มพร้อม หน่วยงานกำกับเปิดรับ และตลาดเริ่มมีดีมานด์จริง ดังนั้นสิ่งที่ประเทศไทยต้องการในตอนนี้ ไม่ใช่ “ความเร็ว” แต่คือ “ความชัดเจนของยูสเคส” และ “การออกแบบที่ถูกต้องตั้งแต่ต้น”

บทสรุป

Stablecoin Baht จะไม่ใช่เพียงนวัตกรรมทางการเงินอีกหนึ่งประเภท แต่มีศักยภาพที่จะเป็น โครงสร้างพื้นฐานใหม่ของระบบเศรษฐกิจไทยในระดับภูมิภาค คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า “เราพร้อมหรือยัง” แต่คือ “เราจะออกแบบมันอย่างไร ให้ประเทศไทยได้เปรียบในระบบการเงินยุคใหม่”